MENU

หวงที่ดิน

หวงที่ดิน

เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว แถบ ๆ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเรื่องเล่าผีไทยจากคำบอกเล่าของพระธุดงค์รูปหนึ่ง ซึ่งผู้ถ่ายทอดเรื่องราวได้มีโอกาสไปนั่งสนทนาธรรมกับท่าน และมีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวนี้เพื่ออุทิศให้กับลุงเลี่ยม เผื่อว่าในวันหนึ่งลูกหลานของเขาจะได้ยินเรื่องราวและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ลุงเลี่ยมได้พ้นความทุกข์ทรมานไปในที่สุด

ย้อนกลับไปในสมัยอดีตที่ไม่ค่อยมีผู้คนมากมายนัก ในชนบทที่มีที่ดินว่างเปล่ามากมาย ที่ทางการได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ถากถางที่ดินเพื่อจับจองที่ดินไว้ทำกินเป็นของตนเอง หากใครขยันถากถางมากก็จะได้ที่ดินมากหน่อย แล้วยิ่งถ้าบ้านไหนมีลูกหลานเยอะ มีแรงงานมากก็สามารถบุกเบิกที่ถากถางและจับจองที่ดินได้มาก ลุงพูนมีลูกมากถึง 8 คน เขาเป็นคนขยันขันแข็ง ลูกเมียก็ไปช่วยกันถากถางที่ดิน เพื่อจะได้จับจองไว้เป็นที่ทำกินและเป็นมรดกให้ลูกทั้ง 8 คน ทุก ๆ เช้า ลุงพูนกับเมียจะต้องออกจากบ้านและมุ่งหน้าไปยังที่รกร้าง แล้วลงมือถากถางดินเพื่อจับจองที่ ด้วยความที่เป็นคนขยันแต่ไม่ฉลาด ลุงพูนจึงมุมานะถากถางที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ทำสัญลักษณ์จับจองอะไรไว้ ชาวบ้านหลายคนที่ออกไปถางที่ดินเสร็จแล้ว ต่างก็จะปักธงแดงเอาไว้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่ถูกถางนี้เป็นของตน เพราะธงแดงนี้จะเป็นการยืนยันได้ว่าที่ดินนี้มีเจ้าของแล้ว แล้วในวันที่เจ้าหน้าที่ทางการมาตรวจที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ให้กับชาวบ้าน ชาวบ้านที่ปักธงเอาไว้ก็จะได้รับสิทธิ์และได้รู้ว่าตนเองนั้นได้ครอบครองที่ดินเป็นจำนวนเท่าไหร่

 ลุงเลี่ยมเป็นชาวบ้านคนหนึ่งที่อยากมีที่ดินเป็นของตนเอง แต่เขาเป็นคนขี้เกียจ อีกทั้งมีลูกเพียงคนเดียว เขาเลยคิดว่าจะต้องไปถากถางที่ดินไปทำไม นอกจากจะเป็นคนขี้เกียจแล้วลุงเลี่ยมยังเป็นคนเจ้าเล่ห์ร้ายกาจอีกด้วย ถ้าเขาสืบรู้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ทางการมาตรวจเอกสารสิทธิ์วันไหน เขาก็จะเตรียมการเอาไว้อย่างดี พอถึงวันนั้นเขาก็รีบเอาธงแดงไปปักบนที่ดินบริเวณที่ลุงพูนและเมียถางเอาไว้ ลุงเลี่ยมปักธงแดงเอาไว้เป็นบริเวณกว้างประมาณ 50 ไร่ เมื่อทางการมาถึงก็ทำการตรวจธง และออกเอกสารสิทธิ์ให้ลุงเลี่ยมทันที ก็เป็นอันว่าลุงเลี่ยมนั้นมีที่ดินเป็นของตัวเองมากมาย โดยที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใดเลย และพอเมียของเขาทักท้วงไม่ให้คดโกงเพื่อนบ้านคนขยันอย่างลุงพูน ลุงเลี่ยมก็จะไม่ยอมฟัง มิหนำซ้ำยังต่อว่าเมียเสีย ๆ หาย ๆ อีกด้วย ฝ่ายเมียก็เห็นว่าสามีเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันมานานเลยไม่อยากมีปากเสียงกัน ได้แต่นิ่งเงียบอดทนไว้

ข่าวเรื่องลุงเลี่ยมสวมสิทธิ์ขี้โกงเอาธงไปปักในที่ดินที่ลุงพูนถากถางเอาไว้ก็มาถึงหูของลุงพูนจนได้ เมื่อมีเพื่อนบ้านคนหนึ่งมาหาลุงพูนและเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ไอ้พูนเอ้ย เอ็งออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน กว่าจะกลับบ้านก็ดึกดื่นแบบนี้ เอ็งถึงถูกโกงโดยไม่รู้ตัว” เพื่อนบ้านที่รู้เหตุการณ์เข้ามาบอกข่าวในวันหนึ่ง “โกงอะไร…ใครโกงข้ารึ?” ลุงพูนเอ่ยถามด้วยความงึนงง “ก็โกงที่ดินที่เอ็งไปถากถางจับจองเอาไว้นะสิ ที่ผืนทางทิศตะวันออกนู่นน่ะ ที่เอ็งถางเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้โดนคนสวมสิทธิ์ออกเอกสารไปแล้ว” “ใครกัน!? มันกล้าโกงกันหน้าด้าน ๆ แบบนั้น” ลุงพูนรู้สึกโมโหขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเรื่องราว “ไอ้เลี่ยมไง มันรู้ว่าทางการเขาจะมาตรวจมอบเอกสารที่ดิน มันก็เลยรีบเอาธงแดงไปปักไว้ แล้วรายงานกับหลวงว่ามันเป็นคนถางที่เอง ตอนนี้มันมีที่ดินตั้ง 50 ไร่แล้ว” “50 ไร่ที่ฉันกับเมียเป็นคนถางน่ะหรือ?” ลุงพูนถามย้ำก่อนจะออกอาการแค้นอย่างหนัก เมื่อเพื่อนบ้านคนนั้นพยักหน้ายืนยันว่าเป็นพื้นที่ 50 ไร่ที่ลุงพูนเป็นคนถากถางนั้น “ก็ 50 ไร่น่ะแหละ ตอนนี้มันนอนกอดเอกสารสิทธิ์ฝันหวานไปแล้ว เอ็งจะทำยังไงล่ะ จะไปร้องหลวงท่านตอนนี้ก็คงไม่ได้แล้ว เพราะท่านออกเอกสารให้มันไปเรียบร้อยแล้ว” เพื่อนบ้านเล่าไปก็ได้แต่สงสารลุงพูนกับเมียไป ฝ่ายลุงพูนก็รู้สึกโกรธแค้นอย่างหนัก เพราะที่ดินผืนนั้นติดลำห้วยสายเล็ก หากได้ทำการเพาะปลูกก็ย่อมได้ผลดีอย่างแน่นอน หรือหากวันข้างหน้าเมื่อยกสิทธิ์ให้เป็นของลูกแล้วจะขายต่อก็ย่อมได้ราคาดี ด้วยความโมโหลุงพูนจึงรีบไปหาลุงเลี่ยมที่บ้านทันที

เมื่อไปถึงลุงพูนก็ร้องตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน “ไอเลี่ยม…ไอขี้โกง! ที่ดินนั่นมันเป็นผืนดินที่กูลำบากตรากตรำเสียแทบล้มตาย แต่จู่ ๆ มึงมาชุบมือเปิบแบบนี้ได้ยังไง” “หมาที่ไหนมาเห่ามาหอนหน้าบ้านกูวะ!” ลุงเลี่ยมแกล้งว่าออกไปก่อนจะเดินออกมาดูลุงพูนที่กำลังโกรธหน้าดำหน้าแดง “มึงน่ะสิเป็นหมา! มึงโกงที่ดินกูหน้าด้าน ๆ” “กูไม่ได้โกง หลวงออกเอกสารให้กูแล้ว มึงจะมาว่าที่ดินนี้เป็นของมึงได้ยังไง มึงจะดูเอกสารไหมล่ะ กูจะเอาให้ดู” ลุงเลี่ยมร้องท้าทายกึ่งเยาะเย้ย ส่วนลุงพูนนั้นเจ็บแค้นจนแทบกระอัก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จะให้ไปฟ้องร้องกับเจ้าหน้าที่ตนเองก็ไม่มีความรู้ สุดท้ายด้วยความโกรธแค้น เลยเอ่ยคำสาปแช่งออกไป “เอ้อ! กูมันโง่เอง ที่ไม่รู้ทันพวกขี้โกงอย่างมึง แต่มึงอย่าคิดเสวยสุขบนที่ที่กูแลกด้วยความเหนื่อยยากนะไอ้เลี่ยม กูไม่ยกหนี้ครั้งนี้ให้มึงหรอก กูขอให้มึงชิปหายวายวอด ตายอย่างทรมาน” “กูไม่กลัวหรอกโว้ยคำสาปแช่ง คนโง่อย่างมึงมันก็ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด ๆ อย่างกู ฮ่า ๆๆๆ” ลุงพูนยิ่งเจ็บใจที่เอ่ยปากสาปแช่งแล้วลุงเลี่ยมยังไม่กลัว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น สุดท้ายลุงพูนก็เดินกลับบ้านไปอย่างคับแค้นใจ ที่ดินที่ตนเองสู้ถากถางไว้ให้ลูกถึง 80 ไร่ ตอนนี้โดนโกงไป 50 ไร่เสียแล้ว ส่วนเมียของลุงเลี่ยมก็ได้แต่อกสั่นขวัญแขวนกลัวคำสาปแช่งนั้น

 ลุงเลี่ยมนั้นนอกจากจะไม่กลัวคำสาปแช่งของลุงพูนแล้วยังไม่กลัวบาปกรรมอีกด้วย บ้านของเขาปลูกติดกับวัด เวลาถากถางที่ดินริมวัดก็มักจะขยับขยายหลักเขต กินที่ดินของวัดไปเรื่อย ๆ ทีละนิดละหน่อยไม่เกรงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น ใครเห็นต่างก็พากันส่ายหน้าละอาใจ แต่ก็ไม่มีใครอยากไปว่ากล่าวตักเตือน เมื่อเวลาผ่านไปบ้านเมืองก็เริ่มเจริญขึ้นตามลำดับ มีถนนหนทางตัดผ่านเพิ่ม ที่ดินบริเวณที่ลุงเลี่ยมโกงลุงพูนมานั้นก็เริ่มมีราคาขึ้นมา ลุงเลี่ยมเริ่มแก่แล้วก็รู้สึกขี้เกียจที่จะต้องทำไร่ทำนา จึงตัดสินใจขายที่ดินส่วนหนึ่งแล้วนำเงินมาใช้อย่างสุขสบาย และวันหนึ่งเขาก็ได้ไปติดแม่ค้าสาวขายขนมหวานที่ตลาด ซึ่งเธอมีอายุห่างกับลุงเลี่ยมถึง 30 กว่าปี ด้วยความที่ลุงเลี่ยมไปติดแม่ค้าขายขนมหวานคนนี้แต่ก็ยังไม่มีท่าทีที่จะชนะใจเธอได้ เขาจึงตัดสินใจเอาเงินเข้าแลก และนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินนั้นมาซื้อห้องแถวในตลาดและอยู่กับเมียน้อยอย่างออกหน้าออกตา เมื่ออยู่กันไปเรื่อย ๆ เงินที่มีก็เริ่มหมด ลุงเลี่ยมจึงตัดสินใจขายที่ดินที่เหลืออยู่ผืนสุดท้ายแล้วไล่ลูกเมียไปอยู่ที่อื่น และในที่สุดเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินผืนสุดท้ายที่มีอยู่นั้นก็เริ่มหมด แม่ค้าขายขนมหวานคนนั้นก็ได้เฉดหัวลุงเลี่ยมทิ้ง และทั้งสองก็ได้ทะเลาะกันรุนแรง จนลุงเลี่ยมพลัดตกบันไดเป็นอัมพาตครึ่งท่อน แต่แม่ค้าขายขนมหวานคนนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะมาดูแล เธอได้ทิ้งลุงเลี่ยมและหนีไปอยู่ที่อื่น

 ต่อมาก็มีคนพาลุงเลี่ยมไปอยู่ที่วัด เขาได้แต่กินข้าวจากก้นบาตรของพระไปวัน ๆ ไม่สามารถทำอะไรได้ นานวันเข้าสุขภาพของลุงเลี่ยมก็แย่ลงเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเขาก็ได้เสียชีวิตไป ลุงเลี่ยมนั้นไม่มีญาติมาช่วยจัดงานศพเลย ต่อมามีพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ และได้ไปนั่งวิปัสสนาแถวบริเวณที่ดินของลุงเลี่ยมในอดีต และถึงเวลาที่พระธุดงค์นั้นจะต้องเตรียมตัวพักผ่อน แต่หลับตาเท่าไหร่ก็ไม่หลับสักที เนื่องจากมีเงาอะไรบางอย่างสีดำ ๆ ขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็นและส่งเสียงร้องอืดอาด พระธุดงค์จึงเรียกเงาดำนั้นเข้ามาคุย พระท่านถามว่าเขาเป็นใคร เงาดำนั้นบอกว่าตัวเองชื่อเลี่ยม เขาเป็นงูเหลือมที่อยู่ในโพรงใต้ที่ดินผืนนี้ เขาทุกข์ทรมานเหลือเกิน เหมือนถูกอะไรบางอย่างทับอย่างแรงจนหายใจไม่ออก ลุงเลี่ยมยังเล่าอีกว่าตอนที่เขาเป็นคนเขาได้ทำบาปกรรมไว้มากมาย ตอนนี้เขาจึงได้เกิดมาเป็นงูเหลือมที่ต้องทนทุกข์ทรมาน พระธุดงค์ก็ได้ถามว่าชาติที่แล้วลุงเลี่ยมได้ทำบาปกรรมอะไรไว้ ลุงเลี่ยมจึงบอกว่าเขาได้โกงที่ดินเพื่อนบ้าน โกงที่ดินวัด มีเมียน้อย และไล่ลูกเมียไปอยู่ที่อื่นด้วย ชาตินี้เขาจึงต้องมาชดใช้กรรม พระธุดงค์ถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม ลุงเลี่ยมจึงบอกว่าเขาอยากให้พระธุดงค์ไปบอกญาติของเขาให้ทำบุญหล่อพระพุทธรูปถวายวัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเขา กรรมที่ทำมาจะได้เพลาลงบ้าง พระธุดงค์ก็รับปากว่าจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ เพราะดูเหมือนว่าเรื่องของลุงเลี่ยมนั้นจะเกิดขึ้นนานแล้ว ป่านนี้ญาติของเขาจะยังอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้

วันหนึ่งพระธุดงค์ก็ได้เดินทางไปวัดที่อยู่ข้าง ๆ และพบกับเจ้าอาวาส จากนั้นก็ได้ถามว่าทราบเกี่ยวกับเรื่องราวนี้หรือไม่ เจ้าอาวาสตอบว่าท่านพอจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่เรื่องนี้มันก็นานมากแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ญาติของลุงเลี่ยมจะไปอยู่ไหนกันบ้าง เพราะลุงเลี่ยมเป็นคนไล่ลูกเมียไปเอง ป่านนี้เมียเขาก็คงจะตายไปแล้ว เหลือเพียงก็แต่ลูกหลาน แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน เจ้าอาวาสจึงบอกกับพระธุดงค์ว่ากรรมใครกรรมมัน ถ้าเกิดว่าลุงเลี่ยมได้ชดใช้กรรมที่เขาก่อไว้ สักวันเขาก็คงจะพ้นทนทุกข์ทรมานนั้นเองแหละ ด้วยความที่พระธุดงค์รับปากไปแล้วว่าจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ เวลาไปที่ไหนเมื่อมีชาวบ้านมาบิณฑบาตรหรือสนทนาธรรมด้วยท่านก็จะเล่าเรื่องของลุงเลี่ยมให้ชาวบ้านฟัง เผื่อวันหนึ่งอาจจะเจอญาติของลุงเลี่ยม และลุงเลี่ยมจะได้หลุดพ้นความทุกข์ทรมานนั้นบ้าง

สมัครบาคาร่า888

บทความอื่นๆ

ผีพระเจ้าอาวาส

ผีพระเจ้าอาวาส

วัดเป็นสถานที่ที่มีพระที่สามารถคุ้มครองเราจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้ แต่ในขณะเดียวกันวัดก็เป็นสถานที่เผาศพคนตายและมักจะมีวิญญาณต่าง ๆ มาอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ เรื่องเล่าผีต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าผีเฮี้ยนที่เกิดขึ้นในชุมชนแห่งหนึ่งของจังหวัดทางภาคกลาง โดยเรื่องเล่านี้เป็นเรื่องที่คนในชุมชนหลายคนได้ประสบพบเจอกับตัวและก็ได้เล่าต่อ ๆ กันมา เรื่องราวนี้จะหลอนขนาดไหนมาติดตามกัน วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคกลางเป็นวัดที่อยู่ใกล้กับชุมชน บริเวณหลังวัดจะมีกำแพงกั้นระหว่างพื้นที่ของวัดและทางเดินที่เป็นซอยเล็ก ๆ ซึ่งบริเวณนั้นจะมีคนเดินผ่านไปผ่านมาเป็นประจำ เพราะวัดแห่งนี้อยู่ใกล้กับตลาด น้ำเป็นคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่แถวนั้น ซึ่งเธอก็มักจะเดินไปซื้อของผ่านทางนั้นเป็นประจำ วันหนึ่งน้ำต้องเดินทางไปหาเพื่อนที่ต่างอำเภอ ซึ่งกว่าจะเดินทางไปถึงก็ใช้เวลานานพอสมควร และพอเสร็จธุระเธอก็เดินทางกลับ แต่กว่าจะถึงบ้านก็เป็นเวลาเกือบ ๆ สองทุ่มแล้ว เมื่อรถจอดถึงที่หมาย น้ำก็ลงจากรถแล้วแวะไปซื้อของในตลาดเล็กน้อย

Read More »
ผีในป่ากล้วย

ผีในป่ากล้วย

 ในตอนที่เป็นคนคุณอาจจะเป็นคนดี มีจิตใจที่อ่อนโยน แต่เมื่อคุณตายไปแล้ว บางทีคุณอาจจะไม่ใช่คนคนเดิมที่มีจิตใจอ่อนโยนอีกต่อไป โดยเฉพาะดวงวิญญาณที่มีความอาฆาตแค้น มักจะมีพลังงานร้าย ๆ มากพอสมควร เรื่องเล่าผีต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าผีเฮี้ยนที่จะต้องทำให้ผู้อ่านขนลุกและรู้สึกสยองขวัญไม่มากก็น้อย เรื่องราวหลอน ๆ ที่ว่านี้จะเป็นอย่างไรไปติดตามกันเลย ลุงแสงเป็นคนขับรถสองแถวในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ละวันลุงแสงก็จะขับรถสองแถวไปส่งผู้โดยสารตามห้างและสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในเมือง เมื่อตกค่ำลุงแสงก็จะมานั่งดื่มกับเพื่อน ๆ ที่ร้านข้างทาง ซึ่งเป็นร้านประจำที่ลุงแสงชอบมานั่งเล่น โดยบริเวณนั้นมักจะมีหนุ่มวัยทำงานและคนมีอายุมานั่งดื่มและสั่งอาหารทานกัน ลุงแสงเป็นคนที่ไม่ดื่มเหล้า จะดื่มแค่เบียร์เท่านั้น ซึ่งการดื่มแต่ละครั้งก็ไม่ได้ทำให้เขาเมาเลยสักนิด ลุงแสงเป็นคนขับรถสองแถวมานานจนรู้จักคนเยอะ

Read More »
บ้านร้างย่านรังสิตสุดเฮี้ยน

บ้านร้างย่านรังสิตสุดเฮี้ยน 

ถ้าพูดถึงบ้านร้างแล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกกลัวไม่มากก็น้อย แต่ก็มีคนบางประเภทที่อยากจะเข้าไปท้าทายกันในบ้านร้าง เช่นเดียวกับเรื่องราวสถานที่หลอนที่เราจะนำมาเล่าในวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ได้เข้าไปท้าทายในบ้านร้างย่านรังสิต ผลสุดท้ายแล้วเรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร พวกเขาจะได้เจอดีไหม เรามาติดตามเรื่องเล่าผีเฮี้ยนเรื่องนี้กันเลย แถวรังสิตจะมีบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในบริเวณที่เต็มไปด้วยต้นไม้ โดยในบริเวณนั้นจะดูรกมาก ๆ จนทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไป ซึ่งจริง ๆ แล้วคนแถวนั้นเขาว่ากันว่าบ้านหลังนี้เจ้าของเป็นเศรษฐีแก่ที่ยังไม่มีครอบครัว เจ้าของบ้านเป็นผู้หญิงและเธอก็มักจะพาหนุ่ม ๆ ที่ยังอายุไม่มากมาที่บ้านของเธอเป็นประจำ และก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เธอรู้สึกถูกใจเป็นพิเศษ เธอจึงให้เขามาอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอเลย ซึ่งเธอจะเป็นคนดูแลชายหนุ่มคนนั้นเอง ชายหนุ่มคนนั้นก็ยอมตกลงที่จะมาอยู่ที่บ้านของเธอ จนในที่สุดทั้งสองคนก็ได้คบกันในสถานะคนรัก

Read More »
ตามมาทำไม

ตามมาทำไม

คุณเชื่อหรือไม่ว่าผีมีอยู่จริง? แล้วเคยรู้สึกเหมือนมีคนเดินตามหลังคุณในตอนกลางคืนหรือเปล่า? ใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้ลองมาอ่านเรื่องเล่าผีเฮี้ยน เรื่องเล่าผีไทยเรื่องนี้ดู ไม่แน่คุณอาจจะเคยมีประสบการณ์คล้าย ๆ กันก็ได้ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับพลอย สาวพนักงานออฟฟิศที่เช่าห้องอยู่ในที่แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ ซึ่งห้องของเธอนั้นอยู่ชั้น 2 พลอยก็ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนคนทั่วไป ตื่นเช้ามาเธอก็ต้องอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกไปทำงาน โดยพลอยนั้นทำงานให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ มีอยู่วันหนึ่งที่ทางบริษัทได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ พลอยก็เป็นหนึ่งคนที่ได้ไปปาร์ตี้ พลอยนั้นเป็นสาวโสดที่ชอบการสังสรรค์มาก ๆ เวลาว่างเธอก็มักจะไปดื่มกับเพื่อน ๆ เป็นประจำ ในวันนั้นเธอก็ไปงานเลี้ยงฉลองของบริษัท ซึ่งบริษัทที่เธอทำงานอยู่นั้นก็ถือว่าไม่ได้ไกลจากที่พักของเธอมากนัก

Read More »