แค้นนางรำ

แค้นนางรำ

เรื่องเล่าผีต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าผีเฮี้ยน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่คุณฟ้า เธอเคยเป็นหนึ่งนางรำในคณะรำบวงสรวง และต้องบอกก่อนว่าเรื่องราวบางส่วนนั้นอาจมีความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไปบ้าง เนื่องจากคุณฟ้าได้ยินมาจากคนอื่น ๆ ในคณะอีกทอดหนึ่ง เธอไม่ได้ประสบด้วยตัวเองโดยตรง โดยเรื่องเล่าผีนี้จะเกี่ยวกับเรื่องเล่าผีไทยที่ออกแนวสยองขวัญและค่อนข้างเฮี้ยนมากทีเดียว

หลังจากเรียนจบ ปวช. ได้ไม่นาน ฟ้าก็เข้าเป็นสมาชิกของคณะรำบวงสรวงเล็ก ๆ ซึ่งมีนางรำเพียงแค่ 5 คน รวมตัวฟ้าด้วย นอกจากนั้นที่นี่ยังเปิดเป็นโรงเรียนสอนรำ โดยมีผู้ดูแลคณะเป็นนางรำเก่าและครูสอนรำชื่อครูนวลเป็นผู้ดูแลอยู่ คณะของเธอเดินทางไปทั่วภูมิภาค แล้วแต่จะมีคนจ้าง ด้วยชื่อเสียงที่ดีจากลูกค้าเก่า ๆ จึงทำให้มีงานมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย ในตอนแรกที่ฟ้าเข้ามาเป็นนางรำ ทุกครั้งที่รำทั้งการฝึกซ้อมและรำจริง โดยเฉพาะตอนกลางคืนมักจะเกิดเรื่องแปลก ๆ ขึ้น เช่น มีเสียงแปลก ๆ หรือรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว บางครั้งตอนรำอยู่ก็เหมือนมีคนมาสัมผัสที่ตัว แต่เธอก็คิดว่าเธออาจจะแค่เหนื่อยเกินไป และเมื่อเธอไปบ่นให้รุ่นพี่ฟัง รุ่นพี่ก็เลยไปบอกครูนวล ครูนวลจึงจัดการให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทั้งหมด หลังจากนั้นความรู้สึกเหล่านั้นก็เจือจางลงและหายไปในที่สุด

วันหนึ่งหลังจากเข้ามาอยู่ในคณะได้ราว ๆ ครึ่งปี คณะของเธอถูกว่าจ้างให้ไปร่วมรำบวงสรวงร่วมกับคณะนางรำอื่น ๆ เนื่องจากเป็นงานใหญ่ประจำปี ก่อนจะเริ่มทำพิธีฟ้ากับเพื่อนในคณะและเหล่านางรำจากคณะอื่น ๆ ก็ได้มานั่งพูดคุยเล่นกัน คุยไปคุยมา นางรำคนหนึ่งก็ทักขึ้นมาว่าทำไมพวกเธอจึงไม่ชวนนางรำอีกคนเข้ามาคุยด้วยเลย รุ่นพี่มีสีหน้าแปลกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ตอบอะไร และเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ตอนแรกฟ้าเองก็รู้สึกสงสัย แต่คิดว่าอาจเป็นการเข้าใจผิดว่านางรำคนอื่นอยู่คณะเดียวกับพวกเธอ เนื่องจากมีคนเยอะมาก จึงเบียดเสียดกันจนแยกไม่ออก และหลังจากนั้นฟ้าก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิทใจ เพราะไม่มีใครพูดถึงอีก

แค้นนางรำ

หลายเดือนถัดมา คณะนางรำของฟ้าก็ถูกว่าจ้างให้ไปรำที่หน้าศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่ง หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว ครอบครัวของผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของศาลแห่งนี้ก็ได้ชวนให้พวกเธอมาถ่ายรูปด้วยกัน ตอนที่ถ่ายรูปนั้นช่างภาพก็บอกให้นางรำคนหนึ่งเข้ามาถ่ายรูปอยู่ซ้ำ ๆ ทั้งที่ทุกคนก็มาหมดแล้ว จนครูนวลบอกให้ช่างภาพถ่ายได้เลย ไม่ต้องรอ และเมื่อถ่ายรูปและอัดมาเรียบร้อยแล้ว ครูนวลก็ทำลายรูปทิ้งทันที ทั้งที่ปกติครูนวลจะเก็บรูปไว้ประดับบ้านเสมอ ฟ้าที่เห็นเข้าก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก แต่เธอไม่กล้าเอ่ยถาม จึงได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ ทั้งเรื่องที่ถ่ายรูปวันนั้นและเรื่องการทำลายรูปในวันนี้ ก็ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ เธอเป็นนางรำในคณะแก้บนมาปีกว่าก็เกิดเรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้หลายครั้ง คือมักมีผู้ว่าจ้างหรือนางรำคณะอื่น ๆ ทักถามถึงนางรำอีกคน แม้แต่ชวนให้มาร่วมกลุ่มด้วย แต่ครูนวลและรุ่นพี่ก็ไม่เคยเอ่ยตอบและดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเรื่องนี้กันสักเท่าไหร่ ฟ้าเชื่อไปครึ่งหนึ่งแล้วว่าอาจจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ด้วยว่าตอนนั้นยังไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เธอจึงไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก จะมีนึกถึงบ้างก็ตอนทำบุญใหญ่ของคณะ ที่เธอสังเกตเห็นว่าจะมีธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้เกินมาจำนวนหนึ่งชุดเสมอ และก็ไม่มีใครไปแตะต้องมันด้วย

เนื่องจากเป็นคนที่ขยันและพอรู้เรื่องบัญชีบ้างทำให้ครูนวลชวนฟ้าเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการเงิน และต่อมาก็ไว้วางใจจนอนุญาตให้เธอตรวจสอบบัญชีได้ ทำให้ฟ้าค้นพบเรื่องประหลาดอีกเรื่องหนึ่งคือทุก ๆ ครั้งที่มีการว่าจ้างให้ไปรำบวงสรวง ครูนวลจะคิดค่านางรำจำนวน 6 คนเสมอ ทั้งที่ในคณะมีเพียงแค่ 5 คน แต่เงินของคนที่ 6 จะไม่เคยนำมาใช้ และถูกจดแยกออกมาในบัญชีหนึ่ง นั่นทำให้ฟ้าเริ่มรู้สึกขนลุกขึ้นมา เนื่องจากเธอเคยได้ยินคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่เรื่องเงินผี และเห็นว่าเรื่องนี้คงจริงจังมากจึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินส่วนนี้เป็นอันขาด เวลาผ่านไปหลายปี ครูนวลก็เสียชีวิตลง และมีผู้ดูแลคนใหม่เข้ามาดูแลคณะนางรำแทน เธอชื่อว่าครูอ้อ หลังจากครูอ้อเข้ามาทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม จนกระทั่งวันหนึ่งครูอ้อตัดสินใจจะปรับปรุงบ้านเพื่อเปิดเป็นสถานที่สอนรำใหม่ โดยใช้เงินจำนวนที่ครูนวลแยกเก็บไว้ และเปิดห้องที่ปิดตายไว้ตลอดตั้งแต่ฟ้าเพิ่งเข้ามาเป็นนางรำ เพื่อใช้ในการฝึกสอนดนตรีไทยเพิ่มเติม นางรำหลายคนต่างก็เอ่ยปากห้าม ส่วนฟ้าถึงแม้ว่าจะไม่รู้อะไรเหมือนคนอื่นแต่เธอก็ยังไม่เห็นด้วยเช่นกันที่จะเอาเงินในส่วนนั้นไปใช้ แต่ครูอ้อก็ไม่สนใจและยังคงทำต่อ นอกจากนั้นครูอ้อยังเลิกคิดเงินเพิ่มสำหรับคนที่ 6 โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเอาเปรียบผู้จ้างเกินไป เพราะจริง ๆ แล้วนางรำมีเพียงแค่ 5 คนเท่านั้น

แค้นนางรำ

 ในตอนแรกยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะมีเพียงผู้ว่าจ้างบางคนเท่านั้นที่เอ่ยถามว่าเหตุใดจึงคิดเงินแค่ 5 คน แต่มีนางรำถึง 6 คน ซึ่งทุกครั้งครูอ้อก็จะบอกปัดไป และหลังจากนั้นไม่นานก็ไม่มีใครทักเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย เหมือนว่าสิ่งที่ทุกคนเคยเห็นนั้นได้หายไปแล้ว ทำให้ฟ้ารู้สึกโล่งใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจที่ทุกอย่างจบลงง่าย ๆ และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนโล่งใจได้ไม่ทันไร เรื่องทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ฟ้าเป็นคนที่โดนน้อยที่สุด อาจเป็นเพราะเธอไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อนจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับความแค้นในอดีต ซึ่งเรื่องราวที่บอกเล่าจากนางรำคนอื่น ๆ ในคณะนั้นได้เล่าให้ฟังว่าในห้องสอนดนตรีไทย ตอนกลางคืนมักจะมีเสียงเพลงบรรเลงขึ้นเบา ๆ ไม่ก็มีเสียงข้าวของถูกเคลื่อนย้าย บางครั้งเหมือนมีเสียงคนทุบผนังจากข้างใน เสียงเหมือนมีคนเดินวนไปวนมา ลงส้นเท้าหนัก ๆ ที่ชั้น 2 ทั้ง ๆ ที่ชั้น 2 มีเพียงครูอ้อนอนอยู่เท่านั้น และครูอ้อก็ไม่เคยตื่นขึ้นมากลางดึก ทำให้ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างมาก แต่ครูอ้อนั้นยังไม่เชื่อเท่าไหร่ หรือไม่ก็เป็นเพียงเพราะครูอ้อนั้นเติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำเรียนในทางไสยศาสตร์อยู่แล้ว ทำให้มั่นใจว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรตัวเองได้ นางรำที่เข้ามาฝึกซ้อมยังเล่าให้ฟังอีกว่าบางครั้งก็เห็นหุ่นนางรำขยับเอง ตอนแรกคิดว่าตาฝาด แต่หลายคนก็เห็นเช่นเดียวกัน จึงได้รู้ว่าเจอดีเข้าแล้ว และมีครั้งหนึ่งที่ฟ้าเห็นหุ่นนางรำตกลงมานอนกับพื้น จนแขนขาและหัวหลุดกระเด็นกันไปคนละทาง ทั้งที่ก่อนจะล็อกประตูตัวหุ่นก็ตั้งอย่างมั่นคง ในห้องก็ไม่มีช่องให้สัตว์เข้ามา ไม่มีทางที่จะตกลงมาเองได้เลย และหากไม่ได้ตาฝาดไป เหมือนฟ้าจะเห็นรอยยิ้มที่วาดไว้บนหัวเหมือนจะขยับกว้างขึ้นนิดหน่อยด้วย

เรื่องราวค่อย ๆ รุนแรง เมื่อนางรำคนหนึ่งโดนฝ้าหล่นลงมาทับ ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล และนางรำอีกคนก็มีอาการชักเกร็งอยู่เป็นช่วง ๆ แถมยังเพ้อหลอนตลอดเวลา บางครั้งก็หัวเราะขึ้นมา หรือจ้องมองคนอื่นด้วยแววตาที่น่ากลัว เมื่อพาไปตรวจก็หาสาเหตุไม่ได้ และที่ทำให้ฟ้ากลัวที่สุดก็คือนางรำคนหนึ่งฝันร้ายจนกรีดร้องขึ้นมากลางดึก เมื่อฟ้ารีบวิ่งเข้าไปดูก็พบว่าบนร่างของอีกฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยรอยเล็บข่วนเป็นทางยาว และมีเลือดไหลซึม นอกจากนี้บริเวณคอก็ยังมีรอยแดงเหมือนถูกบีบอีกด้วย เมื่อปลอบใจจนสงบลงแล้ว นางรำคนนั้นจึงเล่าให้ฟังว่าเธอฝันถึงนางรำคนเก่าคนหนึ่ง เธอพยายามจะมาเอาชีวิตของตน และในความฝันนั้นเธอก็ถูกบีบคอและลากเล็บตามลำตัวของเธอด้วยจริง ๆ เรื่องทั้งหมดนี้ส่งผลให้งานในวงต้องหยุดพักชั่วคราว เนื่องจากคนไม่พอ ส่วนครูอ้อนั้นแทบจะไม่เจออะไรเลย แต่เมื่อเห็นว่านางรำในคณะเจอเรื่องเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ เธอจึงได้เรียกทุกคนมาสอบถามถึงเรื่องเงินที่ถูกกันไว้และห้องที่ถูกปิดตาย ฟ้าเองจึงได้รู้สาเหตุในที่สุด

แค้นนางรำ

เมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่ฟ้าจะเข้ามาอยู่ในวง เคยมีนางรำอีกคนชื่อว่าฝ้าย ฝ้ายเกิดมาในครอบครัวด้านนาฏศิลป์ จึงชื่นชอบการรำมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเธอเองก็เคยเป็นนางรำในงานแสดงใหญ่ และสุดท้ายไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรฝ้ายจึงลาออกมาเพื่อเป็นมาเป็นนางรำในคณะบวงสรวงเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีมาก ทำให้ทุกคนล้วนชื่นชม ติดอยู่เพียงแค่เป็นคนมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนไม่สนใจคำแนะนำของผู้ใหญ่ และไม่ค่อยให้ความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากนัก ทำให้มีปัญหากับครูนวลอยู่บ่อย ๆ จนวันหนึ่งฝ้ายทำผิดในพิธีบวงสรวงสำคัญทำให้พิธีนั้นล่ม ซ้ำยังไม่ยอมรับผิดด้วย ครูนวลจึงโมโหมากและเกิดการทะเลาะกันใหญ่โต แต่สุดท้ายก็ไกล่เกลี่ยกันได้ และครูนวลบอกหากมีครั้งหน้าอีกจะให้ออกจากวง ซึ่งฝ้ายเองก็ตกลง แต่แล้วเธอก็ทำผิดซ้ำอีก แถมยังแรงขึ้นกว่าเดิมด้วยการลบหลู่ศาล ครูนวลจึงให้ฝ้ายออกจากวง แต่ก่อนจะออกจากวงก็ให้ฝ้ายและเหล่าเพื่อนนางรำมาร่วมพิธีขอขมาเสียก่อน แต่ฝ้ายนั้นไม่ยอมมาจึงทะเลาะกับครูนวลอย่างรุนแรงอีกครั้ง ครั้งนี้ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลยทีเดียว

 เมื่อฝ้ายออกจากวงไปแล้วก็ไม่มีใครรับเข้าคณะอีก เพราะถึงแม้จะเป็นเพียงแค่คณะเล็ก ๆ แต่ครูนวลก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการพอสมควร เมื่อครูนวลพูดอะไรออกไปทุกคนจึงเชื่อฟัง และไม่ยอมรับฝ้ายตามที่ครูบอก หลังจากนั้นก็มีจดหมายข่มขู่ปริศนามาที่ครูนวล และบางครั้งก็มีวัตถุสาปแช่ง เช่น หนูตาย หรือตุ๊กตาที่ถูกทิ่มแทงส่งมาด้วย แต่ทุกครั้งครูนวลก็ไม่สนใจและเอาไปเผาทิ้ง จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนพบศพฝ้าย ซึ่งแขวนคอในคานห้องพักเก่าของตัวเอง ชันสูตรออกมาแล้วว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ในท้องของเธอยังพบว่ามีของอัปมงคลอยู่หลายชิ้นที่ไม่น่ากลืนเข้าไปได้ด้วย และมีกระดาษที่เขียนด้วยเลือดเป็นถ้อยคำด่าทอสาปแช่งตกอยู่ข้าง ๆ ตัว ครูนวลก็เสียใจที่อาจจะทำรุนแรงเกินไป จนฝ้ายตัดสินใจจบชีวิต จึงทำการขอขมาและจัดงานทำบุญให้แต่ก็ยังมีเรื่องคล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในห้องที่ฝ้ายฆ่าตัวตาย ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปในห้องนั้นอีกเลย และเมื่อออกไปรำบวงสรวง ผู้ว่าจ้างและนางรำคนอื่น ๆ ก็จะชอบมาทักเรื่องนางรำอีกคนเสมอ แต่กลับไม่เคยมีคนในคณะเห็นตัวฝ้ายเลย หลังจากไปสอบถามพระผู้ใหญ่ ท่านจึงแนะนำให้ปิดตายห้องนั้น และให้เก็บค่านางรำเกินมาจำนวนหนึ่งสำหรับผู้ตาย เวลามีอะไรก็ขอให้เผื่อของไว้ชุดหนึ่งเสมอ เพื่อจะได้บรรเทากรรมที่มีต่อกันได้ จึงเป็นที่มาของเงินค่าจ้างที่เกินมาหนึ่งคน และห้องที่ปิดตายนั้น ซึ่งในปัจจุบันก็กลายเป็นห้องดนตรีไทยนั่นเอง

เว็บสล็อต ฝากถอน ไม่มี ขั้น ต่ํา

บทความอื่นๆ