ป่าชายแดน

ป่าชายแดน

เรื่องเล่าผีที่จะนำมาเล่าในวันนี้เป็นเรื่องเล่าผีจากเกมที่ได้ฟังมาจากคนเฒ่าคนแก่อีกทอดหนึ่ง ซึ่งในสมัยนั้นความสะดวกสบายยังไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่ และที่สำคัญผู้คนยังแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอยู่มาก ไม่ต่างจากทุกวันนี้ แต่ก็แย่กว่าในยุคปัจจุบันมาก เรื่องสถานที่หรือรายละเอียดบางอย่างเกมจะไม่ระบุเจาะจงเพื่อไม่ให้เกิดการพาดพิงและเกิดการพูดถึงวัฒนธรรมหรือประเพณีที่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่มันเป็นวิถีชีวิตของคนบางกลุ่ม ซึ่งเราไม่ควรดูถูกหรือขัดแย้งต่อความเชื่อของคนอื่น และโปรดใช้วิจารณญาณอย่างมากในการอ่าน หากมีข้อสงสัยหรือมีคำถามอะไรเกิดขึ้น เกมเองก็อาจจะไม่ได้ตอบเพราะบางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบทุกอย่าง ขอให้ทุกคนอ่านด้วยความบันเทิงและเป็นความรู้บางส่วนบ้างก็ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคุณปู่ท่านหนึ่งที่เกมขอใช้นามสมมุติว่าปู่เต๋อ ซึ่งเรื่องเล่าผีนี้เป็นเรื่องเล่าผีจากประสบการณ์จริงของปู่เต๋อค่ะ

ปู่เต๋อได้เล่าให้เกมและเพื่อน ๆ ฟังถึงความเชื่อบางอย่าง และวัฒนธรรมที่ค่อนข้างจะน่ากลัว ซึ่งเกมอาจจะถ่ายทอดเรื่องราวได้ไม่ครบถ้วนมากนัก แต่ก็พยายามที่จะเล่าให้สมบูรณ์มากที่สุด เมื่อ 40 กว่าปีก่อนที่ปู่เต๋อยังหนุ่ม ๆ และอาศัยอยู่กับครอบครัวในแถบชนบทของประเทศไทย ซึ่งอยู่ติดกับชายแดน เดินไปไม่ถึงสองกิโลเมตรก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านแล้ว สมัยนั้นความสะดวกสบายแทบจะไม่มีเลย จะเป็นการเดินทางไปไหนก็ต้องเดินเท้าและใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือบางทีก็เป็นวัน ๆ กว่าจะถึงที่หมาย ไม่มีรถเหมือนในสมัยนี้ ไฟฟ้าก็แทบจะไม่มี ยังใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติและอาศัยแสงจากกองไฟที่จุดกันเอาเองเพื่อให้แสงสว่าง ครอบครัวของปู่เต๋อไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะและยังมีพี่น้องหลายคน ซึ่งเป็นเชื้อสายจากคนสองเผ่ารวมกัน ทำให้คนในหมู่บ้านไม่ค่อยชอบครอบครัวของปู่เต๋อมากสักเท่าไหร่ ครอบครัวของปู่เต๋อจึงปลูกบ้านห่างออกไปจากบ้านหลังอื่นพอสมควร ทำให้เจอกับคนจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาหาของป่าหรือแวะเวียนมาขายของที่ตลาดในหมู่บ้านที่มีทั้งชาวบ้านด้วยกันเองมาขายและคนจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้ ๆ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนสมัยก่อนที่ปรับเปลี่ยนไปไม่มากนักกับในยุคปัจจุบันนี้ และเรื่องราวมันก็เริ่มขึ้นจากการที่ไปซื้อของที่ตลาด

ป่าชายแดน

ปู่เต๋อและพี่ชายตั้งใจจะไปหาซื้อของเพื่อเอามาทำกับข้าวกิน เพราะแม่ของปู่เต๋อป่วยหนักมาก และพ่อที่เป็นนายพรานก็เข้าไปหาของป่าหลายวันยังไม่กลับมา ปู่เต๋อและพี่ชายคนอื่น ๆ ก็รวบรวมเงินกันเพื่อที่จะไปซื้อของที่ตลาด แต่เมื่อไปถึงก็ถูกชาวบ้านมองมาด้วยสายตาที่ไม่ดีนัก และพอซื้อของก็โดนโก่งราคามาก ราคาแพงเกินจริงทำให้ซื้อของมาได้ไม่มากนัก ไม่นานครอบครัวของปู่เต๋อก็เริ่มทนไม่ไหว และตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ในป่าเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่การที่จะอยู่ในป่าชายแดนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในสมัยนั้นด้วยก็ยิ่งยาก พ่อของปู่เต๋อก็เป็นคนที่เข้าป่าไปครั้งละนาน ๆ ทำให้ปู่เต๋อและพี่ชายต้องอยู่ดูแลแม่ที่ป่วย ถึงแม้ว่าจะมีพี่น้องกันเยอะแต่ก็เป็นผู้ชายทั้งหมด ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน การดูแลจึงเป็นเรื่องที่น่าอายในตอนที่ต้องอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ในตอนที่กำลังป่วย แต่ทุกคนก็ตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่

ในช่วงฤดูฝนของปีหนึ่งที่พ่อของปู่เต๋อออกไปหาของป่าเป็นอาทิตย์ ทำให้ตอนกลับมามีสภาพที่อิดโรยมาก โชคดีที่ตอนนั้นปู่เต๋อและพวกพี่ ๆ จับสัตว์ป่ามาได้บ้างก็เลยได้ทำอาหารให้พ่อกิน แต่หลังจากนั้นไม่นานหลายวันแม่ที่ป่วยหนักก็ได้จากไป และครอบครัวของปู่เต๋อก็ไม่ได้เป็นครอบครัวที่มีศาสนาอะไรชัดเจน สุดท้ายที่ทำได้ก็เพียงแค่ฝังแม่ไว้ใกล้ ๆ เท่านั้น โดยคนที่เอาศพไปฝังก็เป็นพ่อกับพี่ชายคนโต ทำให้ตอนนั้นที่บ้านก็เหลือแต่ผู้ชาย จึงผลัดกันออกไปล่าสัตว์และหาสมุนไพรกันไปเรื่อย พอได้มาเยอะก็จะเดินเท้าออกไปขายที่ตลาดชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านบ้าง แต่ก็ไม่ได้เงินมากมายอะไร แค่พอประทังชีวิตกันไปได้

ป่าชายแดน

คราวนี้เมื่อถึงเวรที่พี่ชายคนโตต้องออกไปหาของป่าบ้าง ผ่านไปวันสองวันก็กลับมาพร้อมกับเนื้อชิ้นใหญ่และบอกว่าล่ากวางได้แต่ขนมาไม่หมด เพราะตัวมันใหญ่มาก ตอนนั้นถึงจะสาบ ๆ กลิ่นเนื้อไปบ้างแต่ก็อิ่มท้องกันทั้งครอบครัว แต่เมื่อผ่านไปอีกสองวันพ่อก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ และบอกว่าทำไมแม่ของปู่เต๋อถึงกลับมาที่บ้านได้ “แม่พวกเอ็งเนี่ย…ยังสาวยังสวยเหมือนเดิมเลยนะ” คำพูดของพ่อทำให้ปู่เต๋อและพี่ชายรู้สึกแปลก ๆ ว่าทำไมพ่อถึงพูดอะไรเพ้อ ๆ แบบนั้น และพ่อก็พูดบ่อยขึ้น เป็นหนักมากขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นคนสติไม่ดีไปเลย ปู่เต๋อเองถึงแม้จะเป็นน้องเล็กสุดแต่ก็รู้สึกเป็นห่วงพ่อมาก ๆ เลยบอกกับพวกพี่ชายว่าจะดูแลพ่อเอง ให้พวกพี่ ๆ ออกไปหาของป่าและหาสมุนไพรมาขายจะได้เลี้ยงดูครอบครัวกันได้ พวกพี่ชายก็พากันเห็นด้วยและขอบใจปู่เต๋อมากที่ยอมเสียสละ เพราะอาการของพ่อนั้นค่อนข้างจะแย่ ทั้งชอบพูดจาเพ้อเจ้อและชอบออกไปเดินในป่าคนเดียว ที่สำคัญพ่อชอบทำเหมือนกับแม่ยังอยู่

“เต๋อเอ๊ย…แม่บอกว่าถ้าเอ็งโตไปอยากให้เอ็งไปอยู่ในเมือง จะได้เจอสิ่งดี ๆ กับเขาบ้าง ไม่อยากให้เป็นเหมือนกับพวกพี่เอ็ง” คำพูดของพ่อทำให้ปู่เต๋อรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรมาก และพวกพี่ชายก็กลับมาพร้อมกับเนื้อชิ้นใหญ่เหมือนเดิม แต่คราวนี้กลิ่นเนื้อมันสาบกว่าเดิมจนพี่คนรองบ่น “เนื้ออะไรวะ? รอบนี้เหม็นจนกูจะอ้วก” “มึงก็เอาสมุนไพรกลบสิวะ ต้มให้นาน ๆ จะได้ซดน้ำกับกินเนื้อนุ่ม ๆ ใช่ไหมพ่อ” พี่คนโตพูดก่อนจะหันหน้าไปหาพ่อ แล้วพ่อก็มองพี่ชายคนโตด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแถมยังพยักหน้าเห็นด้วย แต่ปู่เต๋อกลับรู้สึกแปลก ๆ วันนั้นปู่เต๋อไม่ได้กินข้าวด้วยเพราะทนกลิ่นสาบไม่ไหว ถ้าจะให้เปรียบเทียบปู่เต๋อเล่าให้เกมและเพื่อน ๆ ฟังว่าเป็นอาหารของทางภาคเหนือที่เรียกว่าจิ๋นเน่าหรือเนื้อเน่านั่นเอง แต่กลิ่นของมันแรงกว่านั้นเยอะเพราะเหมือนจะเน่ามาหลายวันแล้ว ปู่เต๋อก็เลยกินแต่ข้าวเปล่า ๆ กับน้ำต้มและใส่เกลือตาม ดีที่ตอนนั้นยังมีผลไม้ตามฤดูกาลให้ได้กินรองท้องได้

ป่าชายแดน

ในกลางดึกคืนนั้นปู่เต๋อก็นอนไม่ค่อยหลับเพราะว่าหิว เลยออกมานั่งดูฝนที่ตกลงมาปรอย ๆ ที่นอกชานบ้าน ซึ่งเป็นไม้เก่า ๆ ที่พอจะนั่งได้คนสองคน ถ้ามากกว่านั้นมันอาจจะพังลงมาได้ ปู่เต๋อนั่งไปสักพักใจก็นึกอยากจะเข้าเมืองและอยากจะเรียนหนังสือแต่ก็ไม่มีเงิน ระหว่างที่นั่งเล่นไปเรื่อย ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกระซิบกระซาบคุยกัน ปู่เต๋อมองไปที่ป่ามืด ๆ ก็เห็นพ่อของตัวเองกำลังยืนอยู่ ก่อนจะเห็นว่ามีร่างของใครอีกคนที่ดูคุ้นตาแต่แตกต่างออกไปจากที่เคยเจอยืนอยู่ตรงหน้าพ่อ ปู่เต๋อขยับตัวแอบดูจึงเห็นว่าร่างนั้นเน่าเละและเหวอะหวะไปบางส่วน ชวนให้ขนหัวลุกเป็นอย่างมาก “เออ…ข้าก็อยากจะตามเอ็งไป ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่ก็ถือว่าช่วยลูกของเราก็แล้วกัน” ปู่เต๋อได้ยินชัดเจนก่อนที่พ่อจะหันมามอง แล้วพูดทักปู่เต๋อว่าไม่ต้องแอบดู และให้มาคุยกับแม่ด้วยกัน ปู่เต๋อสะดุ้งตัวแต่พอเพ่งมองดูดี ๆ อีกครั้งก็ไม่เห็นร่างที่ว่านั้นแล้ว มีแต่พ่อที่ยืนอยู่คนเดียว “อ้าว! แม่เอ็งไปซะแล้ว พ่อกลับไปนอนก่อนนะ” ปู่เต๋อไม่ได้พูดอะไรกับพ่อเลย นอกจากจะบอกว่าตัวเองจะนั่งเล่นอยู่ข้างนอกอีกสักหน่อย ปู่เต๋อที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ตอนนั้นก็รู้สึกสับสนมาก ถึงแม้ว่าจะอยู่กลางป่ากลางเขามานานแต่ก็ไม่เคยเห็นผีเลยสักครั้งตั้งแต่โตขึ้นมา ปู่เต๋อนั่งคิดทบทวนอยู่สักพักก่อนที่จะเข้าบ้านไปนอน

ในเวลาต่อมาปู่เต๋อก็ได้เห็นพี่ชายได้แอบออกจากบ้าน ฝนเริ่มตกพลำ ๆ และเริ่มตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ ปู่เต๋อจึงสงสัยว่าพี่ชายจะออกไปทำอะไรตอนนี้เลยแอบตามไปดู ถึงแม้ว่าจะไม่มีไฟและอุปกรณ์อะไร แต่ก็คิดว่าคุ้นทางมากพอ ปู่เต๋อแอบตามพี่ชายไปในป่าได้สักพัก แล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่พี่ชายทำ ปู่เต๋อไม่ได้แวะไปที่หลุมฝังศพของแม่เลย เพราะเสียใจและไม่ชอบการคร่ำครวญแต่ก็ไม่คิดว่าพี่ชายจะกล้าทำอะไรแบบนั้น ปู่เต๋อเห็นพี่ชายกำลังนั่งเฉือนเนื้อแม่ของตัวเอง แล่เอาหนังออกอย่างช้า ๆ พอปู่เต๋อเห็นแล้วทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนแล้วอ้วกออกมาเสียงดัง เมื่อพี่ชายเห็นก็ตกใจและถามว่าปู่เต๋อมาทำอะไร แต่ปู่เต๋อก็ถามพี่ชายกลับว่า “พี่นั่นแหละมาทำอะไร” พี่ชายไม่ตอบแถมยังหันมีดมาหาปู่เต๋อแล้วพูดว่า “พ่อบอกให้ทำกูก็ทำ มึงไม่อยากเห็นแม่ตอนตายอยู่แล้วหนิ แล้วมึงจะตามมาทำไม” ที่เห็นว่าวันสองวันพี่ชายคนโตเข้าป่าและเอาเนื้อกลับมาบ้านนั้นก็คงจะเป็นเนื้อของแม่ เนื้อเน่า ๆ ที่จากไปแล้ว พี่ชายไม่ได้พูดอะไรมากและบอกว่าอย่าไปบอกคนอื่น แต่ปู่เต๋อรับไม่ได้จริง ๆ พี่ชายจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นมึงก็เป็นเนื้อให้คนในครอบครัวกินต่อดีไหม ปู่เต๋อตัดสินใจวิ่งหนีแบบไม่รู้ทิศรู้ทางในคืนนั้น แต่พี่ชายก็ไม่ได้ตามมา ทำให้ปู่เต๋อหลงอยู่ในป่าอยู่สองวันและได้เห็นแม่ที่มีเนื้อตัวเหวอะหวะมาหาอยู่หลายครั้ง ใจก็อยากจะตายตามแม่ไป

ป่าชายแดน

สุดท้ายก็ไปเจอชาวบ้านที่เป็นพรานป่า ซึ่งเป็นคนของประเทศเพื่อนบ้านมาช่วยไว้จนปู่เต๋อมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ปู่เต๋อเล่าให้เกมฟังและบอกว่าเขาไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งเคยกินเนื้อคน และก็เป็นเนื้อของแม่ตัวเอง ทำให้เขากินแต่ผักและเป็นมังสวิรัติตั้งแต่นั้นมา ทุกวันนี้หมู่บ้านที่เขาเคยอยู่ก็พัฒนาแล้วแต่ยังไม่ถึงกับเจริญมากนัก ปู่เต๋อเคยกลับเข้าป่าไปแต่บ้านก็รกร้างไปนานแล้ว และที่หลุมศพของแม่ก็มีแต่กระดูกที่มีไม่ครบ คงเพราะมีสัตว์ป่ามาคุ้ยคาบไป แต่ปู่เต๋อก็เก็บมาเท่าที่จะเก็บได้ก่อนจะเอาไปเผาและเก็บเถ้ากระดูกไว้ ภาพที่แม่มาให้เห็นตอนนั้นก็ติดตาไม่มีลืมเลือน และปู่เต๋อก็ใช้ชีวิตแบบคนไม่มีสัญชาติมาตลอด เพราะอะไรหลาย ๆ อย่างจึงทำให้ต้องหลบซ่อนเหมือนกับทุกวันนี้ และยังมีอีกหลายคนที่ไม่มีสัญชาติแบบนี้ ไม่รู้วันเกิดของตัวเองและนับอายุของตัวเองไม่ได้ นับได้แค่วันเดือนปีที่ผ่านไปเท่านั้น

เรื่องราวนี้อาจจะฟังดูเหลือเชื่อและน่ากลัวเกินจินตนาการไปสักหน่อย แต่ถ้าเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ดูดี ๆ ก็จะเห็นว่าหลายเผ่าของมนุษย์กินกันเองเพื่อเอาชีวิตรอด หรือแม้แต่ผู้คนที่เจริญแล้วก็ทำอย่างนั้นเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน เกมได้ฟังเรื่องนี้ก็ตอนที่ลงไปทำวิทยานิพนธ์ในพื้นที่ชนบท แต่ถ้าใครไม่เชื่อก็ขอให้อ่านกันอย่างบันเทิงนะคะ

สล็อต โอน ผ่าน วอ เลท ไม่มีขั้นต่ํา

บทความอื่นๆ