นับคาน

นับคาน

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าผีโรงเรียนของแก้ว ซึ่งเป็นตำนานเรื่องเล่าที่มีกันมานานแล้ว เพื่อนของแก้วก็ได้ประสบพบเจอกับเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน เรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันค่ะ

ย้อนเวลากลับไปในสมัยที่แก้วยังคงเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลาย แก้วได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งปัญหาในการหาเพื่อนใหม่หรือการคบเพื่อนไม่ใช่ปัญหาหลักของเธอสักเท่าไหร่นัก เพราะแก้วสามารถหาเพื่อนใหม่ได้อย่างรวดเร็วนั่นก็คือปอยมิ้นท์และจิ๊บ ทั้งสี่คนกลายเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันภายในระยะเวลาไม่นาน แล้วปอยเองก็ไม่ใช่ชายแท้ก็เลยเข้ากันกับพวกผู้หญิงอย่างแก้วและเพื่อนอีกสองคนได้เป็นอย่างดี ในช่วงกลางเทอมซึ่งเป็นช่วงที่มีการทำงานกลุ่มบ่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาต้องเก็บคะแนน การรวมกลุ่มกันทำโครงงานที่บ้านของใครสักคนในเวลานั้นดูจะไม่ค่อยโอเคกันสักเท่าไหร่เลยทำให้ทุกคนตัดสินใจนัดกันมาทำโครงงานที่โรงเรียน

นับคาน

แก้วและเพื่อน ๆ มาถึงโรงเรียนในช่วงเวลาสาย ๆ ของวันเสาร์และไปที่ลานกว้างของโรงเรียนที่มีม้านั่งเอาไว้ให้นักเรียนนั่งทำงานหรือนั่งพักผ่อน ระหว่างที่ทำงานกันไปก็มีการเปิดเพลงฟังไปเรื่อยพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเพื่อไม่ให้การทำงานเครียดจนเกินไป เมื่อถึงเวลาตกเย็นแก้วก็รู้สึกหิวน้ำเลยชวนมิ้นไปซื้อน้ำที่ตึกฝั่งตรงข้ามด้วยกัน ตรงข้ามนั้นบริเวณชั้นล่างของตึกไม่ได้เปิดเอาไว้ ถ้าจะไปต้องขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 3 และเดินข้ามสะพานเชื่อมตึกไปที่ปลายสะพานก็จะเป็นตู้กดน้ำให้ซื้อแบบอัตโนมัติ “ซื้อข้างนอกไหม ใกล้จะกลับกันแล้วค่อยไปซื้อทีเดียวก็ได้” เพื่อนพูดกับแก้ว แก้วก็ตอบกลับไปว่า “ก็ไปที่ตึก 3 ไงขึ้นไปแป๊บเดียวก็ถึง” เพื่อน ๆ หันมามองหน้าแก้วพร้อม ๆ กันทุกคนมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีมากนัก “ไม่กล้าไปหรอก แกไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าเหรอแก้ว” แก้วในตอนนั้นงงกับคำถามของเพื่อน ๆ เป็นอย่างมากก่อนที่ปอยเพื่อนสาวจะเริ่มเล่าเรื่องตำนานที่เกี่ยวกับสะพานและคนบนสะพานเชื่อมของตึกให้เธอฟัง

ก่อนที่เราจะมาเรียนที่นี่ที่สะพานเชื่อมตึกนั้นเป็นสะพานเหล็กเก่า ๆ ที่อยู่มานานแล้วทางของสะพานก็จะมีเยอะมาก ถ้าหากมองขึ้นไปที่บนหลังคาที่เป็นโครงสร้างต่าง ๆ ก็จะเห็นว่าสะพานพวกนั้นจะมีจำนวนของมันอยู่ และแบบนี้การนับคานซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ไม่ค่อยมีใครอยากจะทำสักเท่าไหร่นัก นักเรียนคนไหนที่ตั้งใจนับคานถ้าครั้งแรกนับได้ 15 ต่อไปก็จะนับได้จำนวนน้อยกว่าจำนวนแรกที่นับ และเป็นเหตุให้เกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้น ปอยพูดมาถึงตรงนี้ก็หันหน้าไปหาจิ๊บซึ่งมีสีหน้าที่ค่อนข้างแย่ ก่อนจะมองเห็นตาของเธอแดง ๆ คล้ายกับมีเรื่องบางอย่างที่เธออยากจะพูด เรื่องนั้นก็เป็นเรื่องที่สะเทือนใจเธอมาก สุดท้ายจิ๊บก็ยอมเล่าให้ฟังว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่เชื่อและอยากลองตามตำนาน จิ๊บนับครั้งแรกได้ 15 แต่พอนับรอบที่ 2 แล้วได้จำนวนน้อยกว่ารอบแรก ไม่นานภายใน 3 วัน 7 วันคนรอบ ๆ ตัวของจิ๊บก็ได้จากไปซึ่งฟังดูเหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็กทั่ว ๆ ไปแต่มันกลับเกิดขึ้นจริงกับครอบครัวของจิ๊บ

นับคาน

เมื่อช่วง 1 ปีก่อนที่แก้วจะย้ายเข้ามาที่โรงเรียนนี้จิ๊บและเพื่อน ๆ ก็ได้ยินเรื่องเล่านี้มาจากรุ่นพี่ แล้วเขาไม่เชื่อก็เลยลองนับคานดูซึ่งครั้งแรกก็นับได้จำนวนทั้งหมด 15 คานแต่เมื่อลองนับครั้งที่ 2 กลับนับได้แค่ 13 คานซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก อาจจะเป็นเพราะตัวเธอนับผิดไปเอง เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงแค่ 2 วันน้าของจิ๊บก็ประสบอุบัติเหตุรถชนและตายโหง ตอนแรกจิ๊บไม่ได้นึกถึงเรื่องที่เธอไปนับคานอะไรเลย งานศพของน้าผ่านไปแล้วจิ๊บก็ได้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งแล้วมีคาบเรียนที่ต้องเดินไปเรียนที่ตึก 3 ซึ่งจิ๊บและเพื่อน ๆ ก็เลือกที่จะเดินข้ามสะพานเชื่อมทำให้จิ๊บระลึกถึงเรื่องที่เธอเคยนับคานเมื่อหลายวันก่อน คราวนี้เป็นเพราะความอยากรู้และตั้งใจเธอจึงตัดสินใจนับคานอีกครั้ง และครั้งแรกก็นับได้ 15 เท่าเดิม ครั้งที่ 2 เธอกลับนับได้แค่ 12 เท่านั้น จิ๊บเลยรู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่แต่มันก็เป็นความเชื่อที่เธอเองก็พิสูจน์ไม่ได้ เธอเลยเลือกที่จะรอให้ผลลัพธ์ของทุกอย่างออกมาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้มันเป็นอย่างไร

เวลาไม่ถึงอาทิตย์ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเหมือนเดิมอีกครั้ง แล้วครั้งนี้ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของจิ๊บเองที่มาจากไปเพราะอุบัติเหตุและตายโหงเหมือนกัน จิ๊บไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนอกจากเพื่อน ๆ ที่สนิทกันเท่านั้นและไม่คิดอยากจะเล่าอีกเลย ทุกครั้งจิ๊บต้องพยายามเลี่ยงที่เดินผ่านไปที่สะพานเชื่อมหากไม่จำเป็น เพราะมันจะทำให้เธอเกิดความกลัวและนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น “ที่เล่ามาทั้งหมดนี่จริงเหรอ แน่ใจนะว่าไม่ได้หลอกเพราะไม่อยากไปซื้อน้ำ” ทุกคนส่ายหน้าพร้อม ๆ กันซึ่งดูเหมือนว่าจิ๊ยจะไม่ได้หลอกจริง ๆ เพราะทุกคนดูจริงจังก็เลยทำให้แก้วต้องยอมตัดใจและทนหิวน้ำไปก่อน ระหว่างที่นั่งทำงานต่อไปอย่างเซ็ง ๆ ปอยก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่าที่สะพานนั้นนอกจากจะนับได้น้อยกว่าจำนวนจริงและจะต้องซวยแล้วก็ยังมีเรื่องที่ตรงกันข้ามอยู่

นับคาน

ปอยเล่าว่าหากใครที่นับเกินกว่าจำนวนในครั้งแรกก็จะโชคดีและขออะไรก็ได้หนึ่งข้อโดยที่ไม่ต้องเอาอะไรไปแลก แก้วฟังแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก อีกทั้งยังรู้สึกเซ็งมากกว่าเดิมที่เพื่อน ๆ ของเธอมีความเชื่อแบบนี้ จนกระทั่งเธอได้พิสูจน์มันด้วยตัวเอง ข้อสอบปลายภาคของวิชาสังคมนั้นแก้วเก็บคะแนนได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แล้วมีหลายครั้งที่เธอไม่ได้ใส่ใจจนทำให้การสอบปลายภาคคะแนนออกมาแย่มาก ๆ แม้จะสอบซ่อมแล้วแต่คะแนนของเธอเองก็ยังแย่อยู่ คุณครูประจำวิชาได้เรียกเธอเข้าไปคุยแล้วบอกว่าให้ตั้งใจทำคะแนนสอบปลายภาคให้ดีไม่อย่างนั้นมันจะส่งผลต่อเกรดในชั้นต่อไปที่จะต้องเอาไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัย ถึงแม้แก้วจะรู้ตัวว่าไม่เก่งวิชานี้เอาซะเลยแต่ก็ยังพยายามที่จะอ่านหนังสือ แต่อ่านเท่าไหร่เธอก็รู้สึกว่ามันไม่เข้าหัวเลย จนมาถึงวันที่สอบจริงซึ่งวิชาสังคมนั้นเป็นวิชาที่ต้องสอบในช่วงบ่าย ช่วงพักเที่ยงที่แก้วและเพื่อน ๆ มานั่งติวกันก่อนจะเข้าสอบจริงแก้วก็รู้ตัวทันทีว่าตัวเองจำอะไรแทบไม่ได้แม้จะตั้งใจอ่านหนังสือมาตลอดทั้งคืนแล้วก็ตาม

นับคาน

แก้วเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็นึกถึงเรื่องที่พลอยเคยเล่าให้ฟัง ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจที่จะทำดูเพราะหากมันเป็นจริงก็ขอให้เธอโชคดี แก้วปลีกตัวออกมาจากเพื่อน ๆ ระหว่างที่กำลังเดินไปที่ตึกเพื่อกลับไปเข้าห้องสอบโดยแก้วบอกว่าเธอจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน “เพิ่งจะไปเข้ามาเอง เป็นอะไรหรือเปล่า ท้องเสียเหรอ?” เพื่อนถามแก้วด้วยความเป็นห่วง เธอก็พยักหน้าเออออไปแล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังตึก 2 ที่อยู่ไม่ห่างมากนัก ก่อนจะขึ้นไปที่ชั้น 3 และไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าสะพานเชื่อมแห่งนั้น แก้วบอกว่าตอนที่เธอไปยืนอยู่ตรงหัวสะพานที่ตรงไปยังตึก 3 นั้น รู้สึกเหมือนกับฉากในหนังที่ตัวละครเอกกำลังจะเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายที่สุดในชีวิต เธอก็คิดว่าลองทำดูเพียงเพราะคำบอกเล่าของคนอื่นที่เล่าต่อ ๆ กันมา นักเรียนที่เดินบนสะพานค่อย ๆ บางตาลงเรื่อย ๆ เพราะใกล้ถึงเวลาสอบแล้ว และแล้วแก้วก็เดินนับคานตั้งแต่หัวสะพานจากตึก 2 ไปจนถึงหัวสะพานตึก 3 ครั้งละจุดนับได้ 15 คานเหมือนกับพี่จิ๊บเคยบอกว่านับครั้งแรกก็ได้ 15 เช่นกัน แก้วรู้สึกกลัวแต่ไม่รู้เพราะอะไรมันเหมือนว่าเธอได้เริ่มเกมไปแล้วเธอก็ควรที่จะทำให้มันจบ แก้วก็ตัดสินใจเดินหันหลังกลับไปอีกครั้งและเริ่มนับคานอีกรอบ ในใจของเธอก็หวังว่าให้มันเป็นจำนวนที่เกิน เมื่อมาถึงกลางสะพานดูเลขที่นับก็ดูเหมือนว่าจะน้อยลงกว่ารอบแรก แก้วเริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่าเธอจะโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แล้วเวลาที่ต้องรีบไปเข้าห้องสอบก็น้อยลงทุกที ๆ 13 14 15 16 ครั้งที่ 2 แก้วนับได้ 16 คาน แก้วดีใจเป็นอย่างมากก่อนจะเริ่มอธิษฐานในใจแบบเร่งด่วนขอให้เธอสอบผ่านวิชาสังคมไปได้ด้วยดีแล้วเธอจะเอาของมาไหว้ก่อนจะรีบวิ่งกลับลงไปที่ตึกหนึ่งซึ่งเป็นตึกที่เป็นห้องสอบของเธอและเธอก็มาทันเวลาพอดีโดยบอกกับคุณครูที่คุมสอบว่าเธอท้องเสียและขอโทษที่มาสาย เพื่อนก็รู้สึกโล่งใจที่แก้วกลับมาได้ทันเวลา แก้วแทบจะไม่อยากเชื่อว่าจู่ ๆ มันเหมือนกับเธอจะรู้และเข้าใจเนื้อหาของวิชาเป็นอย่างดีทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอเองแทบจะจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับหัวข้อประวัติศาสตร์ที่ออกมา

นับคาน

ท่าทางของแก้วก็ดีใจจนออกนอกหน้าจนเพื่อน ๆ ต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น แก้วไม่ได้บอกอะไรแล้วเฝ้ารอให้ถึงวันที่ประกาศผลสอบจนแทบจะรอไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อวันประกาศผลสอบมาถึงแก้วก็ผ่านวิชาสังคมจริง ๆ ถึงแม้จะไม่ได้เกรด 4 แต่ก็เป็นเกรดที่อยู่ในระดับที่เธอพึงพอใจ แก้วดีใจมากจนลืมไปแล้วว่าที่จริงที่เธอผ่านวิชานั้นมาได้เพราะอะไร จนมาถึงเวลาก่อนเปิดเทอมเพียงแค่ 2 วัน คืนนั้นเป็นคืนที่แก้วเข้านอนเร็วผิดปกติแล้วรู้สึกเหมือนจะหลับลึกไปอย่างรวดเร็ว แล้วรู้สึกเย็นมากทั้ง ๆ ที่เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ 27 องศา ฯ แก้วรู้สึกเหมือนตัวเองกึ่งหลับกึ่งตื่นแล้วได้ยินเสียงใครบางคนเข้ามาเรียกเธอ “แก้ว…แก้ว” เสียงนั้นแผ่วเบาและเหมือนจะลอยแว่วมาให้ได้ยินไกล ๆ แก้วสะลึมสะลือตื่นแล้วเห็นว่ามีใครบางคนยืนอยู่ที่ปลายเตียงไม่ห่างจากเธอเท่าไหร่นัก แก้วพยายามปรับสายตาของตัวเองให้ชัดก่อนก่อนจะเห็นว่าใบหน้าของร่างนั้นเละเทะจนแทบจะดูไม่ออกว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหนก่อนที่เธอจะเบิกตากว้างจนเห็นว่าลูกกะตาของร่างนั้นหลุดร่วงลงมา

นับคาน

เสียงมันน่ากลัวและดุดันนั้นทำให้แก้วรู้สึกสะดุ้งตัว ร้องเสียงดังจนพ่อกับแม่ของเธอต้องตื่น แก้วไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เธอได้เจอคือเรื่องจริงหรือแค่ฝันไปแต่เธอก็นึกถึงเรื่องที่ไปขอพรกับสะพานเชื่อมมาได้ ถึงแม้ปอยจะเคยบอกว่าไม่ต้องเอาอะไรมาแลกแต่ก็เธออธิษฐานและบอกไปแล้วว่าจะเอาของมาไหว้ก็คงต้องทำตามนั้น ช่วงวันก่อนเปิดเทอมเพียงแค่วันเดียวแก้วก็มาที่โรงเรียนแล้วนำพวกของที่เธอเคยเห็นว่าเขาใช้ไหว้กันทั่ว ๆ ไปตั้งไว้ที่สะพาน ก่อนจะมีภารโรงเดินมาเห็นและถามว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ แก้วรู้สึกตกใจและทำอะไรไม่ถูก ภารโรงคนนั้นแกก็เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ที่กำลังเดินมาใกล้ ๆ แก้วก่อนจะบอกว่า “นานแล้วนะ ที่ไม่เห็นมีใครเอาของมาไหว้ เสร็จแล้วก็กลับไปเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มาแต่เช้าล่ะ จะได้เอาของไหว้ออกเดี๋ยวครูหรือนักเรียนคนอื่นมาเห็นจะตกใจกัน” พูดจบภารโรงคนนั้นก็เดินข้ามสะพานไปที่ตึก ส่วนแก้วก็ได้แต่ยืนขนลุกอยู่ตรงนั้น ก่อนที่เธอจะรีบยกมือขึ้นไหว้แล้วกลับบ้านไป

เช้าวันต่อมาแก้วก็รีบมาแต่เช้าจริง ๆ ซึ่งก็โชคดีที่ภารโรงมารอเธออยู่แล้วหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยขออะไรจากสะพานนี้อีกเลยและไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีที่มาที่ไปอย่างไร แก้วเคยคิดที่จะถามภารโรงแต่ภารโรงก็ดูน่ากลัวเกินไปเธอเลยไม่กล้า ประสบการณ์หลอน ๆ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของแก้วที่เราได้นำมาเล่าให้ฟังกันก็มีเพียงเท่านี้ค่ะ

บทความอื่นๆ