คืนหลอนวันซ้อมลีด

คืนหลอนวันซ้อมลีด

เรื่องเล่าผี

เรื่องที่เราจะเล่านั้นเป็นเรื่องเล่าผีจากประสบการณ์จริงของอ้นที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนอยู่ชั้น ม.5 เขาเฝ้ารอช่วงเวลาที่จะได้เป็นคนจัดกีฬาสีมาตลอดเพราะห้องของอ้นเป็นห้องที่ชอบทำกิจกรรมซึ่งสีที่พวกเขาอยากอยู่มากที่สุดก็คือสีแดงและพวกเขาก็ได้อยู่สีแดงจริง ๆ

เข้าสู่ช่วงเดือนพฤศจิกายนก็เป็นช่วงที่นักเรียนชั้น ม.5 ทุกคนเริ่มวางแผนในการจัดกีฬาสี กิจกรรมหลัก ๆ ที่ทุกสีหวังจะคว้าชัยชนะก็คือกิจกรรมเชียร์ลีดเดอร์และสแตนด์เชียร์ ทุก ๆ สีจะทุ่มงบประมาณทั้งหมดในการเนรมิตโชว์สแตนด์เชียร์ให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ปีนั้นพวกอ้นได้ลงทุนจ้างรุ่นพี่ที่โรงเรียนมาเป็นโค้ชสอนเชียร์ลีดเดอร์และช่วยออกแบบสแตนด์เชียร์ ซึ่งพี่คนนี้ทำให้โรงเรียนได้แชมป์มาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว อ้นกับเพื่อนคิดแล้วว่าถ้าอยากจะชนะมันก็ต้องทุ่มเทกันหน่อย ซึ่งแม่แรงจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็มีกันอยู่ไม่กี่คน แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดยให้ใครเป็นประธานสีในการควบคุมและจัดการเงินทั้งหมด ใหม่และพาเป็นคนดูแลเรื่องเชียร์ลีดเดอร์ส่วนอ้นและกระแตเป็นคนดูแลเรื่องสแตนด์เชียร์ ส่วนเพื่อน ๆ ในห้องคนอื่นก็กระจายหน้าที่ตามที่ตัวเองถนัด

คืนหลอนวันซ้อมลีด

บรรยากาศการจัดกีฬาสีของโรงเรียนเป็นไปอย่างคึกคัก ยิ่งใกล้วันความเข้มข้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกิจกรรมการแข่งขันสแตนด์เชียร์ที่โรงเรียนอื่นเป็นยังไงอ้นไม่รู้แต่ที่โรงเรียนเขาแต่ละสีจริงจังกับเรื่องนี้มากโดยเฉพาะผู้หญิงจะต้องหาที่ซ้อมลีดที่ไม่ค่อยมีคนมาเห็นซึ่งแต่ละสีก็จะได้อาคารที่มีที่ร่มตามมุมต่าง ๆ ของโรงเรียน ปีนั้นสีของอ้นมีลีดทั้งหมด 11 คนเป็นเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน 10 คนและมีรุ่นน้อง 1 คน มีอยู่วันหนึ่งพวกเขาซ้อมหลีดกันที่โรงเรียนจนถึงเวลาประมาณหกโมงเย็นก็เลยชวนกันกลับไปที่บ้านสีซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวของเพื่อน ๆ เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในวันงาน อาคารที่เราได้ใช้ในการซ้อมลีดค่อนข้างอยู่ห่างจากหน้าโรงเรียนพอสมควรและเวลาตอนนั้นก็ใกล้ค่ำเต็มที ยิ่งหน้าหนาวแบบนี้ก็ยิ่งมืดไว

ระหว่างเดินกลับพวกเราก็จะมีโอกาสเดินผ่านอาคารที่สีอื่นใช้ซ้อมลีดจนมาถึงอาคารศิลปะซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่ของโรงเรียนเพราะเป็นอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยแรก ๆ ดูตัวอาคารนี้ จะไม่ค่อยมีใครเดินผ่านบ่อยนักตอนที่เดินมาถึงตรงนี้อยู่ ๆ กระแตก็หยุดเดินและหันไปทางอาคารศิลปะหลังนั้นซึ่งขณะนั้นมีเพื่อน ๆ สีเขียวกำลังซ้อมลีดอยู่ แต่เมื่อหันไปดูอีกทีทุกคนก็หยุดเต้นเหมือนกันและมองมาพร้อมกัน ไม่รู้อะไรดลใจให้พวกเขาทั้งหมดหยุดมองหน้ากันแบบงง ๆ กระแตก็หันมาพูดว่า “อยู่ตรงนี้กันแป๊บนึงนะเดี๋ยวกูมา” แล้วกระแตก็รีบเดินมุ่งหน้าไปที่อาคารนั้น อ้นและเพื่อน ๆ ไม่รู้จะทำยังไงคนที่ได้สติคนแรกคือไหม ไหมรีบวิ่งตามกระแตไปแต่ยังไม่ทันที่ไหมจะไปถึงตัวกระแตอยู่ ๆ กระแตก็พูดขึ้นมาว่า “พวกมึงหยุดตื่นเต้นกันทำไม?” ตอนนั้นอ้นกับเพื่อนคนอื่นเดินมาสมทบแล้วทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกอยู่ในอาการมึนงงเพราะอยู่ ๆ ท่าทางที่ร่าเริงของกระแตก็เปลี่ยนไป เพื่อน ๆ สีเขียวที่กำลังซ้อมลีดอยู่ต่างก็ทำหน้านิ่งบ้างบางคนก็หลบสายตาแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร นาทีนั้นอ้นได้ยินแค่เสียงลมพัดผ่านหูแว่วไปอย่างแผ่วเบา ลมเย็น ๆ ทำให้อ้นอยากออกไปจากตรงนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่ทันจะชวนกลับกระแตก็พูดขึ้นอีกว่า “มึงคิดว่ากูจะก็อปท่าเต้นสีพวกมึงเหรอ ท่าที่พวกมึงเต้นสีกูไม่มีหรอก สีกูเต้นดีกว่านี้เยอะไม่จำเป็นต้องก๊อป”

อ้นและเพื่อน ๆ หันมามองหน้ากันแบบงง ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้กระแตเดินมาตรงนี้ไป “พวกมึงกลับกันเถอะ” “มึงรีบเดินมาเพราะเรื่องแค่นี้อ่ะนะ เป็นบ้าป่าววะ กูก็นึกว่ามึงเห็นอะไร” ไหมเป็นคนแรกที่เริ่มบ่นออกมา “”ก็ตอนที่เดินผ่านพวกมันหยุดเต้นทำไมล่ะ” กระต่ายพูดอย่างไม่สนใจและเดินนำหน้ากลับบ้านไป หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่กระแตได้ไปสร้างเรื่องเอาไว้ก็ต้องเดือดร้อนมาถึงอ้น เพื่อหาสถานที่ซ้อมลีดให้ใหม่เพราะเพื่อน ๆ คนอื่นไม่กล้าที่จะเข้าไปซ้อมในโรงเรียนแล้ว ส่วนกระแตก็ไม่รู้สึกอะไรกลับบอกว่าดีซะอีกที่จะได้หาที่ซ้อมไปไกลคนอื่นจะได้ไม่มาแอบดู อ้นและพาอาสาไปดูสถานที่อื่น ๆ ที่กว้างพอเพื่อให้ได้ซ้อมลีด สุดท้ายก็มาได้ที่วิทยาลัยเกษตรเลยจากโรงเรียนมาไม่ไกลนัก ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่พ่อของอ้นเป็นรองผู้อำนวยการอยู่ การขอเข้ามาใช้สถานที่ช่วงเย็นจึงไม่ได้ยากอะไร สถานที่พอจะมีลานกว้างและมีปลั๊กต่อไฟก็คงจะเป็นโรงอาหารเก่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหน้าโรงอาหารเก่าเป็นสถานที่ที่ไม่ใหญ่มาก มีประตูเหล็กเลื่อนสำหรับเปิดปิด อาคารสร้างขึ้นแบบมิดชิดด้านในยังคงเหลือโต๊ะกินข้าวอยู่ 5-6 โต๊ะ

คืนหลอนวันซ้อมลีด

ด้านหน้าอาคารมีลานปูนกว้างพอที่จะให้พวกเขาซ้อมลีดกันได้ รอบอาคารรายล้อมไปด้วยต้นสนและต้นไม้ขนาดใหญ่อีกหลายต้น ด้านหน้าจะเป็นถนนภายในวิทยาลัยและมีต้นไม้ที่มีชิงช้าผูกไว้อยู่ 1 ต้นซึ่งมีอายุนานพอสมควร แล้วอย่างนี้พวกเขาก็ตัดสินใจย้ายคณะลีดมาซ้อมกันอยู่ที่นี่ซึ่งวันนี้พี่บิวตี้ที่สอนหลีดจะเข้ามาซ้อมให้ด้วย การซ้อมลีดที่มีพี่มาคุมมันไม่ได้ผ่านไปง่าย ๆ เลยวันนี้พี่บิวตี้ซ้อมเราหนักมากจนเวลาเลยมาถึงหนึ่งทุ่ม พอซ้อมไปครั้งที่ 2 เริ่มเข้าที่พี่บิวตี้ถึงเริ่มเปิดซาวด์จังหวะ แพรเป็นคนเดียวที่ว่างอยู่ตรงนั้นจึงโดนใช้ให้คอยเปิดเพลงแต่ปลั๊กเสียบลำโพงอยู่ข้างในอาคารพี่บิวตี้เลยให้แพรลอดประตูบานเล็กเข้าไปเสียบปลั๊ก พอเสียบปลั๊กซาวด์ก็เปิดไม่ติดเมื่อมองเข้าไปดูก็พบว่าปลั๊กหลุดพี่บิวตี้จึงให้แพรเข้าไปเสียบใหม่เพราะแพรเข้าไปเสียบแล้วออกมาละก็หลุดอีก จากนั้นพี่บิวตี้เลยให้แพรเข้าไปเฝ้าปลั๊กไว้สักพักอ้นก็ได้ยินเสียงแพรตะโกนออกมาอย่างสั้น ๆ ว่า “ออกไปได้หรือยังพี่บิวตี้?” พี่บิวตี้แกคงรำคาญเลยให้แพรออกมา

อ้นสังเกตเห็นตอนแพรเดินออกมา แพรก็ไม่คุยกับใครเลยนั่งหน้าซีดอยู่เงียบ ๆ คนเดียว เวลาผ่านไปจนถึงสองทุ่มที่บิวตี้ก็ให้พวกเขาตั้งการ์ดเพื่อฝึกความแข็งแรง ซึ่งเวลาตั้งการ์ดจะต้องยืนนิ่งมากแม้วันนั้นยุงจะชุมมากก็ตามคันแค่ไหนก็ห้ามเกา แต่ไหมก็เอาแขนลงมาเกาขา จะโดนพี่บิวตี้ดุ “ไหม ออกไปตั้งไกล ๆ ตรงต้นสนเลยไป” พี่บิวตี้ไล่ไหมออกไปจากวงและให้ไปยืนตั้งการ์ดคนเดียวใกล้ ๆ สวนต้นสน ซึ่งตรงนั้นมันมืดมากเพราะแสงไฟจากตัวอาคารเข้าไปไม่ถึง เวลาผ่านไปพวกเขาตั้งใจทำจนแขนเริ่มล้าแล้ว ไหมก็ตะโกนจากที่ตัวเองยืนอยู่ “พี่บิวตี้ ไหมขอเข้าไปได้ไหม ไหมไม่ไหวแล้ว” ไหมพูดเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ พี่บิวตี้คิดอยู่แป๊บนึงแล้วปล่อยให้ไหมกลับเข้ามา แล้วอยู่ ๆ ไหมก็ร้องไห้ อ้นถามว่าเป็นอะไรไหมก็พูดแต่ว่าไม่รู้แต่รู้สึกว่าใจสั่นมันเย็นวาบที่หลังตลอดเวลา จังหวะนั้นเองรุ่นน้องที่มาด้วยกันก่อนหน้านี้และออกไปคุยโทรศัพท์ก็วิ่งกลับมาด้วยอาการหน้าตาตื่น “เจ๊…เจ๊ ผมว่าเรารีบกลับบ้านกันเถอะ เมื่อกี้มีครูผู้หญิงมายืนมองด้วยท่าทางจะดูไม่ค่อยพอใจนัก เห็นยืนมองอยู่นานแล้ว” อ้นลืมถามไปว่าเจอครูตรงไหน

อยู่ ๆ กระแตก็เดินออกไปหาครูคนนั้นเพื่อจะขอใช้สถานที่แต่กลับมาด้วยท่าทางหงุดหงิดเพราะออกไปก็ไม่เจอครูผู้หญิงตามที่พูดถึง ส่วนอ้นก็ได้แต่เงียบไม่รู้จะพูดอะไรเพราะเวลาที่อ้นขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านดึก ๆ ก็จะต้องผ่านชิงช้าตรงต้นไม้นี้ประจำจึงได้แต่บอกให้ทุกคนพากันกลับไปรวมตัวกันที่บ้านสี ระหว่างทางกลับบ้านสีก็ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกเลย พอมาถึงบ้านสีรุ่นน้องก็เปิดประเด็นเป็นคนแรก “เจ๊กระแต ผมสาบานได้เลย ผมไม่ได้แต่งเรื่อง เห็นครูผู้หญิงมาดูเราจริง ๆ” อ้นนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ แล้วแพรก็พูดขึ้นมา “เชื่อน้องเขาเหอะมึง ก็ตอนที่กูเข้าไปเสียบปลั๊กไฟกูว่ากูเสียบแน่นแล้ว พอออกมาปลั๊กก็หลุดอยู่หลายครั้ง” จนสุดท้ายแพรเล่าไปถึงตรงนี้ก็เงียบไป “มึงเป็นอะไรอีกแพร” แล้วแพรก็เล่าต่อว่า “กูเห็นครูผู้หญิงยืนจ้องอยู่จ้องตาเขม่นเหมือนอยากจะบอกให้กูออกไป” หลังจากแพรพูดจบทั้งวงก็เงียบกริบ

คืนหลอนวันซ้อมลีด

“แล้วตอนที่พี่บิวตี้ไล่มึงไปตั้งการ์ดคนเดียว มึงร้องไห้ทำไมวะไหม?” อ้นถามไหมขึ้น “กูก็ไม่รู้เป็นอะไรว่ะ แต่กูรู้สึกว่ามีคนจ้องกูเหมือนมีคนมองตลอดเวลา เหมือนมีอะไรมากดดันแล้วหลังกูก็รู้สึกเย็นวาบอยู่ตลอด ตอนที่กูขอพี่บิวตี้ว่าไม่ไหวแล้วมันคือไม่ไหวจริง ๆ นะเว้ย” อ้นไม่ทันได้หันไปดูไหมตอนนั้นเพราะหันไปไม่ได้ “ไหม ดีแล้วที่มึงเดินออกมา รู้ไหมกูเห็นครูคนนั้นยืนอยู่หลังมึงตลอดเลย ถ้ากูเป็นมึงตอนนั้นกูก็ไม่รู้จะเป็นยังไงวะ” ทันทีที่แพรพูดจบทั้งวงก็กลับมาเงียบอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ใช่แค่คนคนเดียวที่รู้สึกว่ามันแปลก ทุกคนรู้สึกเหมือนกันไปหมดรวมทั้งตัวอ้นด้วย อ้นไม่เคยบอกใครว่าทุกครั้งที่เขาขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านดึก ๆ ผ่านตชิงช้าที่ต้นไม้ต้นนั้นเขาก็เห็นครูผู้หญิงนั่งอยู่ตรงนั้นทุก ๆ วัน อ้นเลยตัดสินใจเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง

เมื่อคืนตอนที่พวกเขาแยกย้ายกันกลับบ้านและตกลงกันว่าจะไม่ไปซ้อมลีดที่นั่นอีก อ้นก็ขี่รถกลับผ่านทางเดิมที่ต้องผ่านชิงช้าต้นไม้ต้นนั้นเขารู้สึกใจหวิวอย่างบอกไม่ถูกกลัวจะเจอกับครูผู้หญิงคนนั้นอีก ยิ่งเข้าใกล้เขาก็ยิ่งรู้สึกหวั่นใจ พยายามตั้งสติไม่หันไปมองแต่ก็อดไม่ได้ อ้นเคยมองไปที่ชิงช้าและก็เจอครูผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ เขารีบบิดรถเร่งความเร็วมองไปที่กระจกข้างก็ยังเห็นแกยืนอยู่อ้นขนลุกไปทั้งตัว พอถึงบ้านก็รีบเข้าห้องนอนสวดมนต์คลุมโปงทันที วันต่อมาอ้นและเพื่อน ๆ ก็ตัดสินใจย้ายมาซ้อมที่ดาดฟ้าบ้านสีแทน ซึ่งในช่วงเย็นพวกเขาก็นัดซ้อมกันตามปกติ วันนี้ไม่มีเรื่องราวอะไรที่น่าตื่นเต้นเหมือนเมื่อวานจนกระทั่งน้องโอ๊คกลับมาถึงที่บ้านสีแล้วเล่าเรื่องบางอย่างให้พวกเขาฟัง

“แม่ผมบอกว่าเมื่อ 40 ปีก่อนมีอาจารย์ที่วิทยาลัยเกษตรจะแต่งงานกัน เขาตกลงกันว่าจะจัดงานในอาคารที่วิทยาลัยเอาง่าย ๆ ก็โรงอาหารที่พวกเราเข้าไปซ้อมหลีดกันนั่นแหละ เช้าวันก่อนแต่งงานอาจารย์ผู้ชายที่เป็นเจ้าบ่าวออกมาตลาดเพื่อซื้อของเตรียมงานแต่งก็เกิดอุบัติเหตุ อาจารย์ผู้ชายจะโดนรถสิบล้อชนเสียชีวิตคาที่ ชาวบ้านในตลาดที่ไปดูศพต่างก็พูดว่าโชคดีที่เจ้าสาวไม่ได้มาด้วยไม่งั้นคงไม่รอดแน่ ๆ” “อ้าว…แล้วถ้าเจ้าสาวไม่ได้ไปด้วยแปลว่าอาจารย์ผู้หญิงก็ยังไม่ตายน่ะสิ แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน?” อ้นถามขึ้นด้วยความสงสัย แม่ผมบอกว่าพออาจารย์ผู้หญิงรู้ข่าวแกก็ตกใจจนเป็นลมสลบไปเลย แล้ววันนั้นก็ไม่มีใครเห็นอาจารย์ผู้หญิงที่โรงพยาบาลด้วย คิดว่าแกคงทำใจไม่ได้เรื่องงานศพ อาจารย์ผู้ชายก็เป็นคนจัดการทั้งหมด ไม่เห็นแม้แต่เงาของอาจารย์ผู้หญิงคนนั้นมาเลย แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงปิดเทอมพอดีไม่ค่อยได้มีใครเข้าไปที่วิทยาลัยหรอก แต่พอภารโรงจะแวะเข้าไปเท่านั้นแหละก็เจอกับอาจารย์ผู้หญิงกำลังผูกคอตายอยู่หลังประตูบานเหล็กตรงระยะทางที่เขาจะจัดงานกันนั่นแหละพี่” เมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่โอ๊คเล่าแล้วก็ถึงกับขนลุกขึ้นมาทันที และเรื่องราวของอ้นก็มีอยู่เพียงเท่านี้ค่ะ

บทความอื่นๆ