คนตัวสีแดง

คนตัวสีแดง

เรื่องเล่าผี

วันนี้เรื่องราวที่จะเล่าเรื่องของปอยซึ่งเธอได้เล่าให้กับทางทีมงานฟังว่าเธอเองเป็นคนที่มีสัมผัสพิเศษและสัมผัสของเธอนั้นก็มักจะเป็นสัมผัสที่เป็นเหมือนลางบอกเหตุหรือเตือนให้ผู้คนระวังตัว สัมผัสที่ว่านี้จะทำให้เธอและคนรอบข้างมักจะรอดปลอดภัยอยู่เสมอ แต่ก็มีอยู่หลายครั้งที่เธอเองไม่สามารถจะช่วยใครไว้ได้และบางครั้งมันก็หนักหนาเกินกำลังของเธอเอง เรื่องที่จะนำมาเล่านี้เป็นเรื่องเล่าผีจากประสบการณ์จริงของปอย ถ้าใครได้ฟังแล้วก็หวังว่าจะช่วยเตือนสติและให้ความบันเทิงได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

ย้อนกลับไปในสมัยที่ปอยยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเธอเป็นคนที่มีเพื่อนไม่เยอะเท่าไหร่นัก แต่ก็มีกลุ่มเพื่อนเป็นของตัวเอง ปอยและเพื่อน ๆ มักจะทำงานหลังเลิกเรียนด้วยกันบ่อย ๆ และทำอยู่ในมหาวิทยาลัยอยู่จนดึกดื่นก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไป เพื่อนสนิทของปอยก็คือเตยซึ่งเป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดเดียวกันแต่อยู่คนละโรงเรียนและมาได้มารู้จักกันที่นี่ เตยเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่นักซึ่งแตกต่างจากปอย ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาตลอด จนกระทั่งปอยเริ่มเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัว “เตย…มากับใครอ่ะ?” ปอยทักเตย ในวันที่มาเจอกันตอนที่นัดมาทำงานกันในช่วงวันเสาร์ เตยทำหน้าตามึนงง และสงสัยว่าปอยพูดถึงใคร เตยบอกไปว่าตัวเองมาคนเดียว จึงทำให้ปอยมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นนั้นไม่ใช่คนอย่างแน่นอนและสิ่งที่ปอยได้เห็นก็คือคนที่มีลักษณะไม่เหมือนกับคนทั่วไปทั้งตัวนั้นเป็นสีแดงหน้าตาแลดูขึงขัง ในมือก็ถือสมุดอะไรบางอย่างอยู่ ตอนแรกปอยคิดว่าคงจะเป็นเพื่อนของเตยที่อาจจะไปทำกิจกรรมอะไรของมหาวิทยาลัยมา วันนั้นปอยจึงทำงานไปอย่างไม่มีสมาธิสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตอนกลางวันแสก ๆ แบบนี้จะมีผีหรือวิญญาณโผล่มาได้จริง ๆ หรือเปล่า เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่ผีหรือวิญญาณธรรมดา มันน่าจะเป็นปีศาจเสียมากกว่า แล้วก็เกิดความรู้สึกที่ไม่สบายใจเธอ

คนตัวสีแดง

ปอยขอตัวไปโทรศัพท์หาคุณแม่และเล่าเรื่องที่ตัวเองให้คุณแม่ฟังซึ่งคุณแม่ของเธอนั้นก็เป็นคนที่มีเซนส์เหมือนกัน “ตัวสีแดง แม่ว่านั่นอาจจะเป็นยมทูตนะ หรือว่าเพื่อนของลูกกำลังจะถึงคราวเคราะห์หรือเปล่า เขาเลยมารอรับ” เมื่อแม่พูดแบบนั้นแล้วปอยก็ใจหายรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เตยเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลยการจะเตือนอะไรออกไปตรง ๆ ก็คงจะเป็นการยากที่จะเชื่อ ปอยกลับมาที่โต๊ะเตยก็บอกกับปอยว่าเธอต้องรีบกลับบ้านด่วนเพราะคุณแม่ลื่นล้มแล้วไม่มีคนดูแล ปอยจึงตัดสินใจจะไปเป็นเพื่อน ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมาก็เลยตัดสินใจที่จะไปด้วยถึงแม้จะไม่ใช่ธุระสำคัญอะไรของเธอก็ตาม ตลอดเส้นทางที่เดินทางไปนั้น ปอยเห็นคนตัวสีแดงอีกครั้งและครั้งนี้เขามีท่าทางที่ดูขึงขังมากกว่าเดิมเพราะเห็นว่าปอยตามเตยมาด้วย ยมทูตตนนั้นเหมือนจะรู้ความตั้งใจของปอย ระหว่างที่กำลังคิดอะไรอยู่นั้นปอยก็ได้ยินเสียงที่น่ากลัวบอกกับเธอว่าให้กลับบ้านไป จากนั้นรถที่เตยกำลังขับก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น ยมทูตหรือคนตัวสีแดงนั้นก็หายไปแล้ว ถึงแม้จะไม่เห็นชัดเจนว่าอยู่ตรงไหนหรือว่าไปแล้วจริง ๆ แต่ก็ทำให้ปอยโล่งใจอยู่พักนึงแล้วทุกอย่างตอนนั้นก็สงบไป

ปอยมารู้สึกตัวอีกครั้งก็เห็นเหมือนกับว่าแม่เดินมาปลุก “ปอย…ปอย ตื่นเถอะ” ปอยลืมตาขึ้นด้วยความสะลึมสะลือแล้วมองเห็นเตยยืนอยู่ตรงหน้าของตัวเองซึ่งคำพูดสุดท้ายที่เตยพูดออกมาก็ทำให้ปอยเริ่มได้สติ “ไปก่อนนะ เขามารับแล้ว” ตอนนั้นปอยเริ่มรู้สึกตัวแล้วก็ได้สติกลับมาอย่างแจ่มแจ้ง แล้วมองเห็นชัดเจนเลยว่าเตยกำลังเดินตามคนตัวสีแดงคนนั้นไป ไม่ทันที่ปอยจะเรียก ทั้งสองก็อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตาของเธอ เมื่อปอยตื่นแม่ก็เดินเข้ามาทักและเรียกหมอให้มาตรวจอาการ ก่อนที่ปอยจะได้ฟังข่าวร้ายจริง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนที่ขับรถกลับบ้านของเตยนั้น เตยขับรถเสียหลักแล้วก็หักหลบรถอีกคันที่เปลี่ยนสวนเลนมาชนเกิดอุบัติเหตุเลยอาการสาหัสมากเพราะหัวกระแทกกับพวงมาลัยอย่างแรงและได้รับผลกระทบทางสมองอย่างหนัก แล้วก็มาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนปอยก็มีอาการไหปลาร้าหักและมีแผลพกช้ำตามตัว ปอยเสียใจมากขึ้นหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว ปอยเล่าเรื่องทุกอย่างให้แม่ฟัง “อย่าไปขวางนะปอย มันมีอะไรมากกว่านั้น หนูรู้ใช่ไหมลูกมันอาจจะทำให้เราเดือดร้อน เราโกงความตายไม่ได้นะลูก” คำพูดของแม่ทำให้ปอยได้คิดอะไรบางอย่างขึ้นมา จริง ๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นน่าจะเป็นยมทูตจริง ๆ เสียงที่ได้ยินตอนนั้นก็คงเป็นเสียงเตือนที่บอกให้เธออย่าเข้ามายุ่งแต่ความเสียใจที่เพื่อนต้องจากไปนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกแย่ รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนจะถึงฆาตแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยจึงกลายเป็นเรื่องที่ฝังใจเธอมาตลอดจนกระทั่งยมทูตปรากฏตัวให้เธอเห็นอีกครั้ง คราวนี้มันกำลังตามใครบางคนที่เธอรักมากที่สุด

คนตัวสีแดง

หลังจากที่เตยจากไปปอยก็ดำเนินชีวิตของตัวเองมาเรื่อย ๆ เรียนจบแล้วมีงานทำแต่ก็ยังระลึกถึงเพื่อนสนิทของเธออยู่ตลอดโดยที่ไม่ลืมทำบุญให้กับเพื่อนของเธอในทุก ๆ วันพระ สัมผัสที่เธอมีก็ไม่ได้หายไปไหนเธอยังคงเห็นผีหรือวิญญาณอยู่เรื่อย ๆ ในวันหนึ่งที่ปอยกลับมาที่บ้านก็เห็นคนตัวสีแดงลักษณะเดียวกับที่เธอเคยเห็นในตอนนั้นนั่งถือสมุดอะไรบางอย่างอยู่บนต้นไม้และเจ้าเขม่นมองมาที่เธอ “กลับมาแล้วเหรอลูก เหนื่อยไหมวันนี้” แม่ถาม นาทีนั้นปอยรู้ทันทีว่าถ้าไม่ใช่เธอก็คงต้องเป็นแม่ของเธออย่างแน่นอนที่จะถึงฆาตในเร็ววันนี้แล้วมันก็ชัดเจนมากขึ้นตรงที่เธอเห็นยมทูตกลับมาเดินวนเวียนไปมาใกล้ ๆ กับแม่ของเธอ และทำให้แน่ใจแล้วว่ายมทูตกำลังมารอรับชีวิตของแม่เธอไปตอนนั้นเธอก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที แทบจะกินข้าวไม่ลงถึงแม้อยากจะบอกกับแม่แค่ไหนแต่ก็ไม่สามารถจะพูดได้ แม่บอกกับปอยว่า “ดูแลตัวเองบ้างนะลูก รีบ ๆ มีแฟนซะนะ ถ้าแม่ไม่อยู่ใครจะดูแลหนู” ปอยบอกกับแม่ว่า “แม่อยู่กับปอยไปอีกนานแน่ ๆ แม่แข็งแรงจะตายไป ปอยไม่รีบมีแฟนหรอก กลัวแม่เหงา” คำพูดที่ปอยพูดไปหวังว่าอยากจะให้ยมทูตได้ยินในสิ่งที่เธอพูด คืนนั้นปอยนอนไม่หลับทั้งคืน เอาแต่คิดว่าจะทำอย่างไรดีจนเผลอหลับไปในที่สุด

เมื่อถึงเวลาเช้ามืดที่ปอยต้องตื่นไปทำงาน เธอก็ได้เห็นว่ายมทูตนั้นมายืนจ้องมองเธออยู่ที่ข้างเตียง เธอตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก ดวงตาของยมทูตที่จ้องมองมานั้นมันน่ากลัวและทำให้ปอยขนลุกไปทั้งตัว โดยยมทูตค่อย ๆ เคลื่อนร่างเข้ามาใกล้กับปอยก่อนจะหายไปต่อหน้าต่อตาของเธออีกเช่นเคย ปอยลุกขึ้นจากเตียงแล้ววิ่งไปที่ห้องของแม่ทันที พอไปถึงที่ห้องเคาะประตูเรียกเท่าไหร่แม่ของเธอก็ไม่ยอมเปิด เธอจึงถือวิสาสะลงไปเอากุญแจสำรองของบ้านที่ชั้นล่างเพื่อมาเปิดประตูห้องแม่ แล้วพอเปิดประตูห้องออกไปคือก็ต้องตกใจที่ไม่เห็นแม่อยู่ในห้อง ตอนนั้นใจของปอยหายวาบ และทุกอย่างมันก็กลับมาเป็นปกติเมื่อปอยได้เห็นว่าแม่ของเธอเพิ่งจะเดินออกจากห้องน้ำ ปอยเข้าไปกอดแม่ของเธอทันทีและร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว แม่พยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าแต่ปอยก็ไม่ได้เล่าอะไรออกไป เพียงแต่บอกว่าเธอฝันร้ายก็เท่านั้น หลังจากเช้ามืดวันนั้นเธอก็เห็นว่ายมทูตมาให้ดูเป็นระยะ ๆ จนเธอต้องชวนแม่ไปทำบุญและปฏิบัติธรรมที่วัดบ่อย ๆ เพราะไม่อยากจะคิดฟุ้งซ่านอะไรมาก เธอเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรยมทูตอาจจะกำลังรอเวลารออะไรบางอย่างแล้วมันก็เป็นแบบนั้นอยู่นานพอสมควร

คนตัวสีแดง

ท้ายที่สุดแล้วปอยก็แต่งงาน ซึ่งเป็นเวลานานกว่า 3 ปีนับตั้งแต่วันนั้น แม่ดีใจมากที่ปอยได้เจอกับคนดี “แม่รู้ว่าลูกของแม่จะมีความสุข” ประโยคสุดท้ายที่แม่พูดกับเธอก่อนที่เธอจะย้ายออกไปอยู่บ้านของสามีตัวเอง ไม่กี่วันต่อมาก็เห็นปอยยมทูตมายืนที่ข้างเคียงของเธออีกครั้ง “กำลังจะมารับไป” ปอยรู้สึกตกใจขึ้นมาทันทีเลยตัดสินใจโทรไปหาแม่ในวันนั้น และก็ได้รู้ว่าแม่ของเธอไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นัก ปอยตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมแม่ของเธอพร้อมกับสามีและดูเหมือนว่าท่าทางของแม่จะไม่ดีสักเท่าไหร่ ปอยจะพาแม่ไปหาหมอแต่แม่ก็ไม่ออกไปหาหมอบอกแต่เพียงว่าเป็นโรคของคนแก่ทั่วไปที่จะเจ็บออดแอดแบบนี้ ถึงแม้จะเพิ่งแต่งงานแต่ด้วยความเป็นห่วงแม่ปอยก็เลยคุยกับสามีของเธอว่าจะขอกลับมานอนที่บ้านเพื่อดูแลแม่ไปก่อน สามีของเธอก็ไม่ติดขัดอะไรแล้วบอกว่าเขาจะมานอนเป็นเพื่อนด้วยเผื่อต้องพาแม่ของเธอไปหาหมอ ทำให้เธอรู้สึกดีมาก ๆ ที่มีสามีคอยเคียงข้างในช่วงเวลาแบบนี้ และความกลัวนั้นก็มาถึง เช้าวันต่อมาแม่ของปอยได้จากไปแล้ว นาทีสุดท้ายของชีวิตตัวเองก็มองเห็นว่ามียมทูตมากกว่าหนึ่งตนมารับแม่ของเธอไปแล้ววิญญาณของแม่ที่ลอยเข้ามาพูดกับเธอเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกับเป็นการสั่งลาก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วทั้งในโลกปัจจุบันและโลกของวิญญาณ “ถึงเวลาแล้ว มันถึงเวลาแล้วลูก แม่หมดห่วงแล้วนะ” แล้วแม่ของปอยก็หายไปพร้อมกับคนตัวสีแดงนั้น ก็ไม่แน่ใจนักว่าแม่จะได้ไปขึ้นสวรรค์หรือลงไปยังยมโลก ตอนนั้นเขาก็เสียใจมากแต่ก็ต้องยอมรับมันให้ได้ แล้วคำตอบทุกอย่างก็มาเฉลยในตอนที่ปอยกลับจากทำบุญให้กับแม่ของเธอหลังจากที่ท่านจากไปได้ประมาณ 2 เดือน “หนูเอ้ย อย่าเสียใจไปเลยที่ช่วยอะไรแม่ไม่ได้ แม่เขาขอท่านไว้ ท่านก็ให้สมหวังนั่นแหละเขาหมดห่วงแล้วนะ” แม่ชีท่านหนึ่งเดินเข้ามาพูดกับปอยซึ่งทำให้ปอยงงไปเล็กน้อยก่อนจะคิดย้อนไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ แม่ของปอยได้ขอยมทูตเอาไว้และขอให้ได้เห็นปอยมีคนดูแลเสียก่อนถึงจะยอมไป ปอยนึกย้อนไปแล้วก็ร้องไห้ออกมาเสียใจมากกว่าเดิม เพราะตลอดเวลานั้นเธอก็รู้มาตลอดว่าแม่ของเธอเป็นคนที่สัมผัสได้ไม่ต่างกัน แล้วและเพราะแม่ของเธอเป็นคนธรรมะธรรมโมด้วยสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ยมทูตยอมให้ได้ เธอก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่ขอหรือเปล่าเธอดีใจที่อย่างน้อยเธอก็ได้อยู่กับแม่ต่ออีกตั้ง 3 ปีและทำให้แม่ของเธอหมดห่วงไปได้จนถึงทุกวันนี้เธอก็เริ่มที่จะเข้าใจสัจธรรมของมันมากขึ้น

แม้แต่ตอนที่สามีของเธอป่วยใกล้ตาย เธอก็เห็นยมทูตอยู่หลายครั้ง ยังไม่ถึงฆาตหรือเพราะคำขอที่เธอตั้งใจอธิษฐานและทำบุญให้กับสามีจึงทำให้สามีของเธอรอดมาได้ เรื่องของปอยก็มีเพียงเท่านี้แหละค่ะ เป็นเรื่องเล่าที่ทำให้เราต้องกลับไปย้อนมองตัวเองหากจะต้องจากไปจริง ๆ เราก็คงจะไม่รู้ตัว ดังนั้นควรใช้ชีวิตทุกวันให้มีค่ามากที่สุดนะคะ

บทความอื่นๆ