ขวัญหาย

ขวัญหาย
ขวัญหาย

เรื่องเล่าผี

เรื่องเล่าผีในวันนี้เป็นเรื่องเล่าผีจากประสบการณ์จริงของพีท เชื่อว่าใครหลายคนที่กำลังเข้ามาอ่านเรื่องเล่าผีในตอนนี้ต้องมีความเชื่อเกี่ยวกับลางบอกเหตุการณ์บ้าง ซึ่งพีทเองก็เชื่อเรื่องแบบนี้และเชื่อมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่องราวหลอน ๆ ของพีทจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันค่ะ

 

     สมัยก่อนตอนที่ย่าของพีทยังอยู่ท่านก็เป็นคนที่มีเซนส์แรงมาก เรียกว่าแม่นยังกับตาเห็น เหมือนรู้อนาคตล่วงหน้าหลายครั้งที่ทำให้คนในครอบครัวมักจะเชื่อคำพูดที่ย่าตักเตือนอยู่เสมอ เรื่องที่เราจะเล่าต่อไปนี้ก็เกี่ยวกับลางบอกเหตุหรือคำเตือนที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของพีทนี่แหละค่ะ ในตอนนั้นพีทอายุประมาณ 17-18 ปี กำลังอยู่ในวัยที่ต้องขยันขันแข็งและเตรียมตัวสอบเพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ทำให้พีทเองไม่มีเวลาไปยุ่งสุงสิงกับเพื่อนหรือใครมากนัก เพราะครอบครัวของเขาค่อนข้างจะเข้มงวดในเรื่องการเรียนมากเป็นพิเศษ พีทเองก็ไม่ได้อยากจะเกเรหรือมีปัญหากับพ่อและแม่ จึงยอมทำตามที่พวกท่านบอก มันเลยทำให้เขากลายเป็นเด็กที่ไม่ค่อยพูดและเกือบจะขาดสังคมไป

 

     ไม่นานหลังจากใกล้เรียนจบพีทก็ได้ที่เรียนและได้เรียนในคณะตามที่ตัวเองหวัง เขารู้สึกภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่งครอบครัวของพีทเองก็เช่นกัน และชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพีทก็เริ่มต้นขึ้น ในวันที่ทุกคนมาส่งพีทเข้าหอพัก ย่าก็เลยทักพีทขึ้นมาจนทำให้แม่ของพีทไม่สบายใจ “ดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้ใครมาขโมยขวัญของเอ็งไป” ย่าพูดก่อนจะยกมือขึ้นแล้วพยายามจะลูบหัว โน๊ตเองก็โน้มตัวลงไปให้ย่าลูบหัวก่อนจะกอดย่าแน่น ๆ “แม่…อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ” แม่ของพีทพูดขึ้นน้ำเสียงคล้าย ๆ กับจะดุย่าเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาหาพีทพร้อมกับพ่อ “ดูแลตัวเองนะ มีอะไรก็โทรหาพ่อกับแม่ได้ตลอดเวลา” หลังจากบอกลาครอบครัวแล้วพีทก็เดินขึ้นหอพักทันที ในใจก็นึกอยากจะเจอกับเพื่อนใหม่เร็ว ๆ เขาไม่ได้เข้าสังคมแบบจริงจังมานานเลยทำให้ค่อนข้างจะตื่นเต้น แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเขาสักเท่าไหร่เมื่อรูมเมทที่ยังไม่ได้เจอหน้ากันแต่ได้ย้ายห้องไปอยู่ห้องเดียวกับเพื่อนที่มาจากที่เดียวกัน จึงทำให้พีทต้องนอนคนเดียวซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถึงพีทจะผิดหวังกับการสร้างมิตรภาพกับรูมเมทแล้วแต่ที่คณะของเขาก็ได้เพื่อนใหม่เพิ่มมา 2 คนคือเฟิร์นกับเอม และพีทก็อยู่กลุ่มเดียวกับทั้งสองคนมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงปีที่ 2 ที่ต้องย้ายออกจากหอในมาอยู่ข้างนอกเลยทำให้พีทและเพื่อน ๆ ไปมาหากันสะดวกมากขึ้น ชีวิตในมหาวิทยาลัยของพีทค่อนข้างดีและสนุกมาก ถ้าไม่มีเรื่องร้าย ๆ เข้ามา

 

     วันหนึ่งเฟิร์นได้รับโทรศัพท์จากต้นที่เป็นเพื่อนในคณะเดียวกัน ต้นบอกกับเฟิร์นว่าเขาเห็นพีทขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไปด้วยความเร็วมาก “อะไรนะ…ใช่หรอ!? แต่ตอนนี้พีทมันอยู่กับเราและเอมที่ห้องนะ” พีทที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปหาเฟิร์นทันที ไม่นานเฟิร์นก็วางสายก่อนจะมองหน้าพีทด้วยความสงสัยแล้วถามพีทว่า “เมื่อกี้ขี่รถผ่านหน้าคณะหรอ?” พีทมองเฟิร์นกลับไปด้วยความสงสัยเพราะสิ่งที่เฟิร์นถามออกมามันไม่ปกติเลย เฟิร์นยังคงมองหน้าพีทก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่คุยผ่านโทรศัพท์กับต้นให้พีทกับเอมฟังว่าต้นนั้นเห็นพีทขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าเขาไปด้วยความเร็วมาก เร็วแบบไม่คิดชีวิต เขาเป็นห่วงเลยโทรมาเช็คให้แน่ใจว่าพีทไม่ได้เป็นอะไร พอพีทได้ฟังอย่างนั้นแล้วเขาก็รู้สึกสงสัยอยู่เหมือนกัน เย็นวันนั้นที่กลับจากห้องเฟิร์นและเอมพีทก็ตัดสินใจโทรหาแม่และเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง

ขวัญหาย
ขวัญหาย

     “ขวัญมันหนีไปแล้ว” เสียงแว่ว ๆ ของย่าลอยผ่านเข้ามาในโทรศัพท์ก่อนที่สัญญาณโทรศัพท์มือถือจะตัดไปแบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งพอพีทจะโทรกลับไปหาแม่อีกครั้งก็ปรากฏว่าแบต ฯ มือถือของเขานั้นหมดพอดี หมดชนิดที่ว่าหน้าจอดำสนิทไปเลย ทำให้เขาต้องเอามือถือไปชาร์จและหันไปสนใจอย่างอื่นแทน ในคืนนั้นพีทฝันว่าตัวเองเดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย เดินไปไกลเสียจนเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นอยู่ที่ไหนแล้ว เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาพีทก็รู้สึกเหนื่อยมาก ๆ จนแทบไม่อยากจะไปเรียน แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจพาตัวเองไปเรียนจนได้ “พีทเมื่อคืนไม่ได้นอนหรอ” คำพูดของเอมทำให้พีทนึกถึงความฝันของตัวเองที่ฝันว่าเขาเดินอยู่ตลอดเวลาและเดินไปไกลแสนไกลแล้ว เฟิร์นที่ได้เห็นพีทก็ทักขึ้นมาเหมือนกัน ก่อนที่ทั้งสองคนจะบอกให้พีทกลับไปพักโดยที่ทั้งสองคนอาสาจะมาส่งพีทที่หอเอง ระหว่างที่กำลังไปที่หอพักของพีทนั้นสายเรียกเข้าจากกิ่งเพื่อนในคณะก็โทรเข้ามาหาเฟิร์น “อะไรนะ!? คนละคนหรือเปล่า ตอนนี้พีทมันอยู่กับเรานะ” เฟิร์นพูดกับปลายสายพลางหันมามองพีท แล้วทันทีที่วางสายเฟิร์นก็บอกกับพีทและเอมว่าตอนนี้มันน่าจะไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว เพราะมีคนในคณะเห็นพีทถึง 2 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่พีทเองก็อยู่กับเพื่อน จากนั้นเขาเลยตัดสินใจเล่าเรื่องที่คุยกับแม่ให้ทั้งสองคนฟัง ทั้งเฟิร์นและเอมต่างเห็นด้วยว่าไม่แน่ขวัญของพีทอาจจะหนีหายไปจริง ๆ เพราะตัวพีทเองก็ดูหน้าดำซีดเซียวและมีท่าทางเหมือนป่วยอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานก็ยังปกติดี

 

     เย็นวันนั้นทั้งเฟิร์นและเอมจึงตัดสินใจไปนอนที่ห้องของพีท เผื่อว่าพีทจะเป็นอะไรไปจะได้มีคนพาไปหาหมอทันเวลา ในช่วงหัวค่ำวันเดียวกันนั้นแม่ของพีทก็โทรมาแล้วบอกว่าพ่อกับแม่และย่ากำลังเดินทางมาหา ซึ่งมันก็ทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่แม่ของพีทก็ขอสายคุยกับเฟิร์นเสียก่อนทำให้พีทไม่ทันได้ถามอะไรมาก “ได้ค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะแม่ เดี๋ยวหนูกับเอมจะช่วยดูพีทให้นะคะ” ประโยคที่เฟิร์นพูดออกมาก็ทำให้พีทรู้ทันทีว่าแม่คุยอะไรกับเพื่อนของเขา หลังจากวางสายเฟิร์นก็บอกกับเอมว่าไว้ผลัดกันตื่นมาดูพีทในระหว่างที่พีทนั้นนอนหลับพักผ่อนว่าพีทยังหายใจอยู่หรือเปล่า พีทพยายามถามเฟิร์นว่าทำไมต้องทำขนาดนั้น เฟิร์นก็บอกแค่ว่าแม่ของพีทเป็นคนสั่งเอาไว้ ก่อนจะบอกให้พีทนอน ถ้าหากว่ามีอะไรผิดปกติก็ให้เรียกทั้งสองคนได้ทันที ความรู้สึกเหนื่อยล้าและเพลียอย่างที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ทำให้ไม่นานนักพีทก็เผลอหลับไปแบบที่ไม่รู้ตัว แล้วตอนที่หลับไปนั้นพีทเองก็ยอมรับว่าตัวเองนั้นได้ฝันไปอีกแล้ว ฝันเหมือนกับคืนก่อนหน้านี้ที่ว่าตัวเองได้เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย และในฝันนั้นเขายิ่งเหนื่อยล้ามากกว่าเดิม “พีท…พีท!” เสียงเรียกของใครบางคนทำให้พีทตื่นขึ้น แล้วพีทก็มองเห็นเฟิร์นกับเอมกำลังนอนหลับอยู่ที่พื้นข้าง ๆ เตียง บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างเย็น ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกตัวว่าเขานั้นค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นจนเห็นร่างตัวเองที่นอนหลับอยู่ พีทสะดุ้งตื่นจากการนอนหลับที่แสนหลอกหลอนจากการตบของเฟิร์นที่ตบเข้าที่หน้าของพีทอย่างเต็มแรง ไม่นานความรู้สึกเจ็บแสบก็ตามมา “ตบหน้าเราทำไม?” พีทถามออกไปด้วยความหงุดหงิดเพราะรู้สึกเพลียอยากจะนอน “รู้หรือเปล่าว่าหยุดหายใจ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น” เฟิร์นพูดขึ้นเสียงสั้น ๆ จนทำให้พีทรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วเริ่มคิดถึงพ่อกับแม่และย่า พีทไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ เขาก็ได้แต่ภาวนาขอให้พ่อกับแม่มาถึงเร็ว ๆ

 

     คืนนั้นทั้งคืนพีทพยายามฝืนตัวเองไม่ให้หลับอีกเลย ส่วนเฟิร์นและเอมก็คอยอยู่ข้าง ๆ พีทตลอด พีทได้แต่คิดว่าถ้าผ่านช่วงเวลานี้ไปได้คงต้องขอบคุณทั้งสองคนเป็นอย่างมาก แล้วช่วงสาย ๆ ของวันนั้นครอบครัวของพีทก็เดินทางมาถึงแล้วรีบบอกให้พีมเก็บแต่ของที่จำเป็นก่อนจะพาพีทขึ้นรถและขับไปที่ไหนสักแห่ง ย่าของพีทก็นั่งอยู่ที่ด้านหลังของรถกับพีทไม่ห่าง ในตอนนั้นพีทจึงหลับ ๆ ตื่น ๆ รู้สึกตัวบ้างไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งในช่วงค่ำของวันนั้นพีทรู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่พ่อช่วยพยุงให้เขาลงจากรถและพาเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์หลังจากนั้นพีทก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย รู้ตัวอีกทีก็กลับมานอนอยู่ที่บ้านเสียแล้ว แม่ที่นอนเฝ้าพีทอยู่ไม่ห่างก็เข้ามากอดพีทไว้แน่นแล้วแม่ก็ร้องไห้ออกมา ซึ่งทำให้พีทตกใจแล้วรู้สึกเป็นกังวล พีทพยายามถามแม่ว่าเป็นอะไรและมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แม่หยุดร้องไห้ก่อนจะบอกพีทให้ลุกไปอาบน้ำแล้วลงมากินข้าวกินยา แล้วพ่อจะเป็นคนเล่าทุกอย่างให้ฟังเอง ในตอนนั้นหลังจากที่ตื่นขึ้นมาแล้วพีทรู้สึกดีขึ้นจากก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก เหมือนกับว่าได้ชีวิตและจิตวิญญาณของตัวเองกลับมาอีกครั้ง

ขวัญหาย
ขวัญหาย

     หลังจากที่พีทอาบน้ำเสร็จเขาก็ลงไปข้างล่างซึ่งก็เจอกับพ่อแม่ ย่าและปู่ นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว อาหารบนโต๊ะกำลังทยอยเอามาวางซึ่งมีแต่ของโปรดของพีทเกือบจะทั้งหมด “ดีใจที่กลับมานะ” ย่าพูดขึ้นทันทีที่พีทนั่งลงที่โต๊ะกินข้าว ถึงแม้จะรู้สึกแปลก ๆ อยู่สักหน่อยแต่คำพูดของย่านั้นก็ทำให้เขารู้สึกดีอยู่ไม่น้อย ทำให้เขาลืมเรื่องที่อยากจะรู้ไปชั่วขณะ แล้วเริ่มกินข้าวกับครอบครัวอย่างมีความสุข มื้ออาหารผ่านไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแบบที่พีทไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะมีค่ากับเขามากขนาดนี้ และในช่วงที่เก็บจานอยู่นั้นย่าก็เรียกให้พีทไปนั่งข้าง ๆ ที่สวนเล็ก ๆ หลังบ้าน “ชีวิตของคนเราก็มีค่ากันทุกคนนั่นแหละ” ย่าพูดกับพีท สีหน้าของท่านในตอนนั้นดูอิ่มเอิบและมีความสุขมากกว่าทุกครั้งที่พีทได้เห็น “ครับ” พีทตอบรับย่าไปสั้น ๆ ก่อนจะยิ้มให้กับท่าน ย่าเป็นผู้หญิงที่น่านับถือมากอีกคนหนึ่งที่อยู่ในชีวิตของพีท หลังจากนั้นพีทและย่าก็ร่วมพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนมาถึงเรื่องราวที่พีทเพิ่งผ่านพ้นมา ย่าถามพีทว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองนอนหลับไปกี่วัน พีทตอบไปเป็นคำถามว่า “ผมไม่รู้…แล้วผมนอนหลับไปกี่วันเหรอครับ?” ย่ายิ้มให้กับพีทก่อนจะเอามือมาลูบที่หัวของพีทแล้วพูดว่า “ย่าฝันถึงว่าหายตัวไป คนเขาก็หากันให้วุ่น” คำพูดของย่าชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้วและพีทเองก็ไม่ใช่เด็กแล้วที่จะไม่รู้หรือไม่เข้าใจความหมายของมัน เพียงแต่สิ่งที่เขาเข้าใจมันจะถูกต้องหรือเปล่าก็เท่านั้น

 

     ย่าเริ่มอธิบายต่อว่าที่เพื่อน ๆ ของพีทเห็นพีทขับรถผ่านไปและเห็นเขาไปยืนอยู่ที่นั่นที่นี่ก็เพราะขวัญของพีทหนีหายไปแล้ว ถ้าไม่รีบเรียกขวัญกลับคืนมาพีทก็อาจจะถึงฆาตได้ ซึ่งมันก็เป็นคำเตือนของย่าที่เคยเตือนพีทเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าอย่าให้ใครมาขโมยขวัญของเขาไป ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงพีทเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดเหตุการณ์ที่ว่านั้นได้ยังไง ย่ายังเล่าให้ฟังต่ออีกว่ามันมีสัญญาณและลางสังหรณ์อยู่ในใจตลอด จนกระทั่งคืนที่ฝันเห็นพีทเดินหลงทางอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด ในฝันนั้นย่าพยายามเรียกให้พีทมาหาให้มาตามทางที่ท่านบอกแต่พีทก็มาไม่ได้ เลยเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้กับพ่อแม่ของพีทฟัง ประกอบกับที่พีทโทรไปเล่าเรื่องที่มีเพื่อนเห็นเขาพอดีมันจึงทำให้ย่ามั่นใจว่าน่าจะมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นเลยตัดสินใจมาหาพีทและพาเขาไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งที่ย่ารู้จักและนับถือ จึงได้มีการทำพิธีเรียกขวัญกลับมา แต่ก็ใช่ว่าจะง่ายอย่างนั้น พีทห่างออกจากตัวไปนาน ๆ ทำให้ต้องใช้เวลาในการเรียกขวัญกลับคืนมา

 

     หลังจากทำพิธีเรียกขวัญกันแล้ว พีทก็ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มจนตื่นขึ้นมาในวันที่รู้สึกดีและสดชื่นเหมือนเมื่อก่อน ย่าเล่าให้พีทฟังเพียงแค่เท่านี้ก่อนจะหยิบสายสิญจน์ออกมาผูกข้อมือให้กับพีท “ติดตัวไว้ตลอดนะ ถ้าขาดแล้วก็ให้พ่อแม่เอ็งผูกให้ หรือถ้าไม่อยู่กันแล้วก็ให้พระที่เอ็งนับถือท่านผูกให้นะ” พูดจบย่าก็ผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือพีท แล้วมันก็เป็นสิ่งที่พีทมีติดตัวเอาไว้ตั้งแต่ตอนนั้นจนมาถึงปัจจุบันที่ย่าของเขาเพิ่งจะเสียไป มันก็ทำให้เขาระลึกถึงท่านเสมอ เรื่องราวของพีทอาจจะทำให้ขนลุกได้ไม่มากเท่าไหร่นัก เพียงแต่อยากจะเล่าเรื่องราวลี้ลับและความเชื่อที่หลายคนอาจจะไม่เชื่อให้ได้ลองฟังกันดู เพราะเป็นประสบการณ์หลอน ๆ ที่คนเจอเท่านั้นจะรู้สึกได้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน ส่วนเฟิร์นและเอมปัจจุบันพวกเขาก็ยังคงเป็นเพื่อนกับพีท เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันถึงแม้จะแยกย้ายกันไปทำงานแต่งงานและมีลูกกันแล้ว พีทก็ยังรู้สึกขอบคุณทั้งสองคนอยู่ตลอด เรื่องของพีทก็มีอยู่เพียงเท่านี้แหละค่ะ

บทความอื่นๆ